Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » ลงนามเอฟทีเอญี่ปุ่นเปลี่ยนไทยเป็นถังขยะซ้ำรอยฟิลิปปินส์

ลงนามเอฟทีเอญี่ปุ่นเปลี่ยนไทยเป็นถังขยะซ้ำรอยฟิลิปปินส์

Submitted by admin on Wed, 29/11/2006 - 00:00
โดย : 
สำนักข่าวประชาธรรม

นายพิศาล มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศ และหัวหน้าคณะเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดจัดเวทีประชาพิจารณ์ในวันที่ 22 ธันวาคม 2549 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกฝ่าย ตามความเห็นของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะนำร่างความตกลงเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเดือนมกราคม 2550 ทั้งนี้การจัดประชาพิจารณ์ดังกล่าว จะเปิดให้ภาครัฐอธิบายผลและกระบวนการการเจรจาความตกลงฯ มีการอภิปรายโดยจะเชิญผู้แทนจากกลุ่มนักวิชาการ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาสังคม (FTA Watch) และเปิดให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็น รวมทั้งจะมีการถ่ายทอดสดทางวิทยุ ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทางเวบไซต์ www.mfa.go.th/jtepa

นายพิศาล ชี้แจงถึงกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้เปิดร่างข้อตกลงต่อสาธารณะว่า กระทรวงการต่างประเทศได้นำร่างความตกลงฯบทที่เกี่ยวกับความร่วมมือทันทีเจรจาเสร็จให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตั้งแต่ 30 พฤษภาคม 2546 (หนังสือกระทรวงต่างประเทศเลขที่ กต 0200.7/13879) และเมื่อการเจรจาเสร็จสิน ก็ได้นำร่างความตกลงฯ ทั้งฉบับให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตั้งแต่ 2 มิถุนายน 2549 ส่วนขั้นตอนต่อไป กระทรวงต่างประเทศจะนำร่างความตกลงทั้งฉบับรวมทั้งคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ (ภาษาไทย) เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเดือนมกราคม

ทั้งนี้ได้จัดทำหนังสือ ?เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น? โดยสรุปสาระสำคัญของร่างความตกลง เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย รวมทั้งรวบรวมคำถามที่มักได้รับเป็นประจำพร้อมคำตอบเพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจ เพื่อให้พิจารณาข้อดีข้อเสียของการจัดทำความตกลงฯนี้บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เหตุผล และผลประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนการว่าจ้างให้มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาร่างเอกสารความตกลงฯ โดยเฉพาะผลกระทบ โอกาส และเสียงสะท้อนจากสังคมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงข้อตกลงต่างๆ ที่เจรจาเสร็จสิ้นไปหรือไม่นั้น นายพิศาล ระบุว่า จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ คณะผู้วิจัยเห็นว่าความตกลงฯเป็นก้าวสำคัญในการสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ไม่พบบทบัญญัติที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากบัญญัติในประเด็นต่างๆ ที่มีความอ่อนไหว อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเสรีภาคบริการ การลงทุน การแข่งขันทางการค้า และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีเนื้อหาสอดคล้องกับความตกลงที่มีอยู่แล้วในองค์การการค้าโลก หรือขยายความเล็กน้อย

?อย่างไรก็ดี หากผลพิจารณาของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสาธารณชนส่วนใหญ่ เห็นว่าความตกลงฯ มีผลกระทบอย่างมาก ไทยก็สามารถขอเจรจาแก้ไขได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาที่ญี่ปุ่นจะขอเจรจาในส่วนที่ญี่ปุ่นประนีประนอมในระหว่างการเจรจา ซึ่งคณะเจรจาฝ่ายไทยได้ปกป้องผลประโยชน์ไว้?

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นที่ต้องการให้ลดกำแพงภาษีการจัดการขยะ หรือพัฒนากรอบความร่วมมือในการกำจัดขยะดังเช่นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์-ญี่ปุ่น (JPEPA)หัวหน้าคณะเจรจาฯ กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลงไม่รวมถึงความร่วมมือการกำจัดขยะ ไทยจะลดภาษีให้ญี่ปุ่นจากร้อยละ 1 เป็น 0 ทันทีสำหรับขี้แร่และเถ้าอื่นๆ รวมถึงเถ้าสาหร่ายทะเล (เคลป์) เถ้าและกากที่ได้จากการเผาขยะเทศบาล ส่วนขยะผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากอุตสาหกรรมเคมีหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น ขยะเทศบาล ตะกอนจากน้ำเสียของเสียอื่นๆ จะลดลงจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 0 ทันที หรือภายใน 3 ปี

อย่างไรก็ดี การลดภาษีข้างต้นไม่ได้หมายความถึงการเปิดเสรีนำเข้าขยะจากญี่ปุ่น เพราะการนำเข้าวัตถุใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม จะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งกำหนดให้การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองของวัตถุเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนด หรือต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการดังกล่าว หรือต้องได้รับใบอนุญาตในการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง หรือห้ามมิให้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อประโยชน์แก่การป้องกันและระงับอันตรายที่อาจมีแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อสัตถุอันตราย พ.ศ.2546 จัดให้ขยะหรือของเสียเคมีวัตถุ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรมก่อนจึงจะสามารถนำเข้าผ่านด่านของกรมศุลการกรเข้าประเทศได้

ด้านนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิชาการของกลุ่ม FTA Watch และผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากคำข้อชี้แจงต่างๆ ของหัวหน้าคณะเจรจาฯ คาดการณ์ได้ว่า จะไม่มีการเปิดเผยข้อตกลงทั้งฉบับในเวทีประชาพิจารณ์ในวันที่ 22 ธันวาคมอย่างแน่นอน ฉะนั้นเมื่อไม่เปิดเผยเนื้อหาข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ การทำประชาพิจารณ์จึงเป็นปัญหาในแง่ข้อมูล และเมื่อทำประชาพิจารณ์ไปแล้วจะนำไปสู่การแก้ไขได้หรือไม่ หากปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันก็กลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการเจรจา และไม่มีผลดีต่อประเทศแต่อย่างใด

นายบัณฑูร ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การระบุว่าร่างข้อตกลงฯ ไม่มีความร่วมมือการจัดการขยะกับประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้หมายความว่ากรอบข้อตกลงทั้งหมดจะไม่มีเรื่องนี้ เพียงแต่เลี่ยงตอบว่าไม่มีบทว่าความร่วมมือดังกล่าว ในข้อที่อ้างถึงการเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะ โดยผ่านทางสภาผู้แทนและรัฐสภาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2549 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวรัฐสภาก็ถูกยุบไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือยังถูกลงประทับว่า ?ลับ? จนไม่สามารถเปิดเผยได้ และส่วนการจ้าง TDRI ให้ทำศึกษาก็กำหนดโจทย์การศึกษาวิจัยเฉพาะด้านเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว ไม่ครอบคลุมประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม สาธารณสุข และการเปิดเสรีการบริการ จึงไม่แปลกที่จะได้คำตอบว่าไม่กระทบระบบเศรษฐกิจเลย

?ข้อเสนอของFTA Watch คือต้องเปิดเผยข้อตกลงการเจรจา เปิดเวลาให้ประชาชนได้มีโอกาสศึกษารายละเอียดทั้งหมด ส่วนประเด็นอำนาจการตัดสินใจจะลงนามนั้นไม่ควรยกให้แก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนที่มีความชอบธรรมเพียงพอ ควรจะรอผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย หรือหากจะอ้างว่ามีความจำเป็นลงด่วนต้องเร่งลงนามก็ใช้ประชาธิปไตยทางตรงก็ให้ประชาชนออกเสียงประชามติก็ได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของกลุ่มเอฟทีเอ จะเปิดเวทีคู่ขนานเพื่อหยิบยกประเด็นที่น่าตั้งคำถามมาพิจารณา และจะไม่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น? นักวิชาการกลุ่ม FTA Watch กล่าวอย่างหนักแน่น

ต่อเรื่องเดียวกันนี้ น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีปัญหาขยะจากการบริโภคจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบอาหาร ตัวบรรจุภัณฑ์ที่มุ่งตอบสนองความสะดวกซื้อสะดวกใช้ เช่น โฟม เครื่องดื่มกระป๋อง นอกจากนี้ยังมีขยะอิเลคทรอนิกส์ และขยะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างรถยนต์ ซึ่งมีอายุการใช้งานของสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ สั้น อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของคนญี่ปุ่น ที่ต้องการความสะดวกและความเร็ว ความสวยงาม และคุณภาพ ได้เพิ่มปริมาณขยะอันตรายมหาศาล

ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่รองรับขยะจำกัด และมีกฎหมายควบคุมขยะอย่างเข้มงวด ทำให้ปัญหาขยะไม่มีทางออก และมีต้นทุนการจัดการสูง ยกตัวอย่าง มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะจากครัวเรือน ในด้านหนึ่งได้ผลักดันให้เกิดปัญหาการลักลอบนำขยะ เช่น ทีวี ตู้เย็น รถยนต์ มาทิ้งในที่สาธารณะอย่างผิดกฎหมายจนกองเป็นภูเขา หรือตามท่าเรือก็มีสินค้าขยะอุตสาหกรรมอยู่ ท้ายสุดขยะจากการบริโภค และขยะประเภทอื่นๆ ทั้งหมดจึงถูกส่งไปกำจัดด้วยเตาเผาขยะซึ่งนิยมใช้กันในญี่ปุ่น

น.ส.เพ็ญโฉม ให้ข้อมูลต่อไปว่า ขี้เถ้าที่ได้จากเตาเผาขยะดังกล่าวก็คือมลพิษรูปแบบหนึ่งที่ปนเปื้อนโลหะหนัก หากนำไปฝังก็จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้ดิน ญี่ปุ่นจึงมองหาทางแก้ไขขยะล้นประเทศ และส่งออกขยะอย่างชอบธรรม ด้วยการนำมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองทางเศรษฐกิจ หรือการช่วยเหลือทางวัฒนธรรมและสังคม กับประเทศที่มีพลังต่อรองทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า

?นี่จึงเป็นประเด็นที่น่ากลัวมาก เพราะข้อตกลงนี้แฝงเร้นถึงความไม่รับผิดชอบต่อประเทศที่กำลังทำความตกลง ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต และผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในวันข้างหน้า ในขณะที่คนญี่ปุ่นไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติในการบริโภค และคนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าประเทศของตนกำลังโยนทิ้งปัญหาไปทั่วโลก การทำเอฟทีเอมันบิดเบือนให้การส่งออกขยะอันตรายเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย โดยหาข้อบกพร่องของอนุสัญญาบาเซล หรือจุดอ่อนทางกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ?

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวอีกว่า ถ้ามีการตกลงเรื่องเอฟทีเอไทยญี่ปุ่น ต้องตัดข้อนี้ออกไป เพราะเป็นความไม่ยุติธรรม เป็นการหลอกลวง หากมองในแง่การตกลงระหว่าง 2 ประเทศ นั่นคือญี่ปุ่นกำลังเอาขยะมาทิ้งบ้านเรา ซึ่งเป็นขยะพิษ ไม่ใช่ขยะเศษอาหารที่นำมาเป็นปุ๋ยได้ และกำลังเอาเปรียบประเทศคู่ค้าต่างๆ หากมองในแง่จริยธรรมทางการค้าก็ถือว่าผิดอย่างมหันต์ ญี่ปุ่นควรจัดการให้ประชากรภายในประเทศลดการสร้างขยะ และเพิ่มความรับผิดชอบในการบริโภค

?ไม่ว่าเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นจะมีข้อดีหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อตกลงการยอมรับขยะจากประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และไม่มีการประนีประนอมต้องตัดออกไป ไม่อย่างนั้นไทยจะเป็นถังขยะอันตรายของประเทศญี่ปุ่น ที่ทำลายสภาพแวดล้อม สุขภาพที่ดีของคนไทยเอง เพราะปัจจุบันไทยยังมีปัญหาขยะที่จัดการไม่ได้ จนทำให้หลายชุมชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ หากนำขยะจากญี่ปุ่นเข้ามาคือการเพิ่มปัญหา ซ้ำเติมวิกฤติเดิม?

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวเสริมว่า ศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการขยะจัดการขยะอันตราย ขยะอุตสาหกรรมอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ขยะประเภทนี้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่จะถูกจัดการอย่างถูกต้อง ส่วนที่เหลือก็ถูกจัดการแบบผิดกฎหมาย หรือลักลอบนำไปทิ้ง ซึ่งประเด็นนี้แง่มุมทางกฎหมายก็ไม่สามารถจัดการและเอาผิดกับผู้ลักลอบ หรือโรงงานต่างๆ ที่ก่อขยะพิษได้ ดังนั้นจึงอ้างไม่ได้ว่าไทยมีกฎหมายจัดการขยะอันตรายที่จัดการและการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ก็ควบคุมเฉพาะสารอันตรายเท่านั้น แต่ไม่รวมในรูปแบบของขยะ ที่สำคัญประเทศญี่ปุ่นกำลังสร้างนิยามใหม่ในการแปรรูปขยะอันตรายให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น เปลี่ยนขี้เถ้าอันตรายให้เป็นก้อนอิฐ หรือผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งจะรอดพ้นอนุสัญญาบาเซล และกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ

?เรื่องจะละเมิดอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียข้ามพรมแดน ซึ่งไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการที่เมืองไทยจะเป็นถังขยะของญี่ปุ่น คนไทยในฐานะเจ้าของประเทศจะต้องรับรู้ข้อตกลงทั้งหมด สามารถพิจารณาเงื่อนไขที่พ่วง หรือแฝงมาในข้อตกลง และมีสิทธิแสดงความเห็นที่นำไปสู่การแก้ไขข้อตกลงได้? น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว.

ที่มา: สำนักข่าวประชาธรรม

  • สิ่งแวดล้อม
  • FTA THAI-JAPAN
  • 183 reads

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues