ระบอบโลกาภิวัตน์นายทุนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เสียงกู่ก้องจากอีกฝั่งฟากของโลก
ผืนทวีปละตินอเมริกาอยู่ ห่างจากแผ่นดินไทยกว่าครึ่งโลก ยังมิต้องกล่าวถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายครั้งคนไทยโดยส่วนใหญ่ รวมถึงนักวิชาการเป็นจำนวนมากจะไม่เห็นความสำคัญเพียงพอที่ต้องเสียเวลามาทำ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับภูมิภาคนี้ของโลก อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของทวีป แห่งนี้ ทำให้ผู้คนโดยเฉพาะนักสำรวจทางเศรษฐกิจการเมืองไม่สามารถปฏิเสธนัยสำคัญของ ละตินอเมริกาที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และต่อโลกได้อีกต่อไป
ขณะที่ประเทศจำนวนมากกำลังขมี ขมันเร่งการเจรจาและลงนามการจัดทำเขตการค้าเสรีหรือที่เรารู้จักกันดีในนาม เอฟทีเอ (FTA) ประธานาธิบดีของโบลิเวียกลับลงนามร่วมกับผู้นำของเวเนซูเอลาและคิวบาในการส ร้าง ?เขตเศรษฐกิจของประชาชน? (Bolivarian Alternative for the Americas, ALBA) พร้อมหันหลังให้กับการทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลของหลายประเทศ พยายามเอาอกเอาใจนักลงทุนต่างชาติ ประธานาธิบดีเนสเตอร์ คิชเนอร์ (Nester Kirchner) แห่งอาร์เจนตินากลับประกาศว่า ทุกหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐ ที่นักธุรกิจข้ามชาตินำเข้ามาลงทุนให้กู้ยืมและเก็งกำไรในอาร์เจนตินา จะได้รับการใช้คืน25 เซนต์ หรือเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องเผชิญ อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนเก็งกำไรเหล่านี้
ขณะที่รัฐบาลต่างๆ ในทุกทวีปเดินหน้าขายรัฐวิสาหกิจให้กับนักลงทุนเอกชนที่มักเรียกกันว่าการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช้าวันที่หนึ่งพฤษภาคมที่ผ่านมา นายอีโว โมราเลส (Evo Morales) ผู้นำโบลิเวียได้ส่งทหารเข้ายึดแหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันคืนจากผู้ รับสัมปทานซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรษัทข้ามชาติ พร้อมประกาศว่า ?เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่ต่างชาติได้เข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติจากแผ่น ดินโบลิเวีย?
จะว่าไปแล้วนี่ไม่ใช่เพียงการ เปลี่ยนแปลงหรือปรากฏการณ์ธรรมดาๆ เท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ?ปฏิวัติ? ทางนโยบายกันเลยทีเดียว เนื่องจากหลายนโยบายที่ถูกนำมาใช้นั้นเปรียบได้กับการขุดรากเหง้าของการครอบ งำทางความคิดในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ถึงที่สุดแล้วการเกาะกุมของลัทธิเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ในประเทศเหล่านี้ได้ถูก ทำให้สั่นคลอนจนถึงแกนกลาง
คำถามมีอยู่ว่า การ ?ปฏิวัติ? นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมจึงเกิดขึ้นในละตินอเมริกา สาเหตุนั้นอาจมีหลากหลาย แต่ปัจจัยสำคัญคงจะหนีไม่พ้นการที่ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ตกอยู่ภายใต้การคุก คามทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยที่ผู้นำหลายยุคหลายสมัยของสหรัฐฯ ต่างมองว่าผืนดินจากเม็กซิโกไปจนถึงอาร์เจนตินานั้นเป็น ?สวนหลังบ้าน? ของตน ข่าวคราวที่หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนจัดตั้งหรือล้มล้างรัฐบาลต่างๆ มีมากจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ นอกจากนี้ ทั้งโดยทางตรงหรือผ่านทางสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ยังได้กดดันให้ประเทศในละตินอเมริกาต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม กล่าวได้ว่าพื้นที่นี้เป็นแหล่งที่ได้มีการใช้นโยบายการค้า การเงิน และการลงทุนเสรีอย่างเข้มข้นที่สุดในโลก แต่เรื่องน่าเศร้าใจก็คือ ภูมิภาคแห่งนี้คือพยานแห่งความล้มเหลวของลัทธิเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ที่ชัดเจน ที่สุดเช่นกัน ประชาชนคนธรรมดาถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจนนำไป สู่ค่าน้ำค่าไฟที่ราคาสูงขึ้น และการลดค่าเงินจนสินค้าจำเป็นที่นำเข้าราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว นอกจากนี้การก่อหนี้และการตัดลดงบประมาณของภาครัฐรวมไปถึงการเปิดการค้าเสรี ให้เหล่าทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ภายในประเทศ ก็มีผลให้ประชาชนต้องทุกข์ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
ความกดดันต่าง ๆ เหล่านี้เองได้ถูกแปรเป็นพลังขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว หากพิจารณากันในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า แนวคิดของการก่อเกิดเขตเศรษฐกิจของประชาชน ปฏิเสธชัดเจนต่อการสยบยอมกับกลไกตลาดและการใช้กำไรสูงสุดเป็นเป้าหมายของการ ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยหลักการพื้นฐานของเขตเศรษฐกิจนี้คือ หนึ่ง เป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศและการใช้นโยบายปกป้องตลาดเพื่อที่จะบรรลุ เป้าหมายนี้ จะต้องมีความสำคัญเหนือกว่าข้อตกลงทางการค้า สอง สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงสาธารณูปโภคจำเป็น เช่น น้ำ จะต้องมีหลักประกันที่เหนือกว่าสิทธิของบรรษัทข้ามชาติ สาม ข้อตกลงทางการค้าต้องแสวงหาความสมานฉันท์และการหนุนเสริมกัน มากไปกว่าการแข่งขัน สี่ ข้อตกลงทางการค้าควรปกป้องและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของชุมชน
อย่างไรก็ตาม เขตเศรษฐกิจของประชาชนนี้มิได้เป็นโครงการสำเร็จรูปเหมือนอย่างเอฟทีเอ หากแต่เป็นแนวคิดที่ค่อยๆ พัฒนาและเติบโตขยายวงไปเรื่อยๆ โดยรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วคือการที่เวเนซูเอลาและคิวบาจะรับซื้อถั่วเหลือง จากโบลิเวีย (โบลิเวียพึ่งสูญเสียตลาดถั่วเหลืองหลักของตนเองในโคลัมเบียไปเนื่องจากถูก แย่งชิงจากถั่วเหลืองราคาถูกจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการอุดหนุนทางราคา) โดยที่เวเนซูเอลาจะส่งน้ำมันราคาถูกให้กับโบลิเวียและคิวบา ขณะเดียวกันคิวบาก็จัดส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปทำงานและให้การอบรมในเวเนซู เอลาและโบลิเวีย นอกจากนี้ ความร่วมมือยังได้รับการขยายวงไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอีกด้วย เช่น โครงการ ?เปโตรคาริป? (Petro Caribe) ที่เวเนซูเอลาขายน้ำมันให้กับสิบสามประเทศคาริเบียนในราคาลดลงร้อยละ 40 จากตลาดโลก รวมถึงโครงการ ?เปโตรซัว? (Petro Sur) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างน้ำมันของเวเนซูเอลากับลูกวัวจากอาร์เจนตินา เพื่อสร้างอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในเวเนซูเอลาและบรรเทาการขาดแคลนน้ำมันใน อาร์เจนตินาไปพร้อม ๆ กัน ที่น่าสนใจคือการตั้งสถานีโทรทัศน์ร่วมกันของหลายประเทศนำโดยเวเนซูเอลาที่ มีชื่อว่า ?เทเลซัว? (Tele Sur) ซึ่งผลิตรายการทางเลือกโดยมีจุดเน้นที่ความเป็นอิสระและความก้าวหน้าของ รายการเพื่อถ่วงดุลสื่อพาณิชย์ตะวันตกต่างๆ อย่างเช่น ซี เอ็น เอ็น (CNN) ล่าสุดยังมีความคิดริเริ่มที่จะดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซร่วม และการจัดตั้งธนาคาร ?บองโก เดล ซัว? (Banco del Sur) เพื่อเป็นทางเลือกของธนาคารเพื่อการพัฒนาทวีปอเมริกา (Inter-American Development Bank) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน เอ ดี บี ของเอเชียที่เราคุ้นเคย
จะสังเกตได้ว่ากิจกรรมทาง เศรษฐกิจภายใต้กรอบเขตเศรษฐกิจของประชาชนซึ่งริเริ่มโดยเวเนซูเอลาและคิวบา มิได้ดำเนินไปเพื่อช่วงชิงตลาดหรือการแสวงหากำไรสูงสุดให้ภาคเอกชนของประเทศ ตนเองผ่านทางการเบียดขับผู้ผลิตในประเทศอื่นและกระตุ้นการใช้จ่ายเกินความจำ เป็นของผู้บริโภค หากแต่เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นว่าการค้าและการแลกเปลี่ยนทักษะวิทยาการระหว่างประเทศเป็นเรื่อง จำเป็น แต่วิธีในการจัดการนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแข่งขันภายใต้กลไกตลาดเป็นตัวนำ เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลไกตลาดแทบจะไม่เคยได้ทำงานอย่างสมบูรณ์เลยในโลกใบ นี้
โบลิเวียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ ยากจนที่สุดในทวีปละตินอเมริกาทั้งๆ ที่อุดมไปด้วยแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สามารถผลิตรายได้อย่างมหาศาล ชาวโบลิเวียโดยเฉพาะคนยากคนจนตระหนักดีว่าความมั่งคั่งนี้สามารถช่วยพวกเขา ได้ แต่ที่ผ่านมากลับถูกผ่องถ่ายออกนอกประเทศโดยเหล่าบรรษัทข้ามชาติ ความเข้าใจนี้ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจะต้องจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับวิสาหกิจ และสัมปทานด้านพลังงานของประเทศ นายโมราเลส ชนพื้นเมืองอดีตชาวไร่โคคาซึ่งได้ร่วมขบวนการเรียกร้องดังกล่าวได้ประกาศ ชัดเจนขณะหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปลายปีที่ แล้วว่าเขาจะดำเนินนโยบายให้รัฐได้กลับเข้าไปจัดการทรัพยากรธรรมชาติเหล่า นี้ สัญญาประชาคมที่นักการเมืองคนหนึ่งให้ไว้กับประชาชนคือสัญญาศักดิ์สิทธิ์ที่ จะต้องถือปฏิบัติตามและให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ และแล้วนายโมราเลสก็ไม่ได้หักหลังประชาชน สี่เดือนกว่าภายหลังได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี รัฐบาลโบลิเวียใช้มาตรการ ?ยึดแล้วค่อยเจรจา? กับเหล่านายทุนสัมปทาน จนถึงปัจจุบันการเจรจาทั้งหมดยังไม่จบสิ้น แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือรัฐบาลจะได้รายได้เพิ่มขึ้นมหาศาลซึ่งนายโมราเลสได้ ให้คำมั่นไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกันว่า เงินก้อนโตนี้จะถูกใช้ไปเพื่อช่วยคนยากจนและพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
แน่นอนว่าผู้นำโบลิเวียได้รับ ทั้งการท้วงติงและประณามจากนักการเมืองและสื่อกระแสหลักในประเทศพัฒนา แล้วอย่างมาก แต่นายโมราเลสนอกจากจะไม่ได้เขียนจดหมายไปอธิบายเหตุผลการกระทำของตนเองแล้ว เขากลับไม่หยุดเพียงเท่านั้น ต่อมานายโมราเลสได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่โดยชี้ว่าที่ดิน จำนวนมหาศาลตกอยู่ภายใต้กลุ่มคนรวยเพียงหยิบมือแถมพื้นที่จำนวนมากถูกทิ้ง ให้รกร้างว่างเปล่า ขณะที่เกษตรกรกลับไม่มีที่ไร่ที่นาเพียงพอในการยังชีพ ดังนั้นที่ดินเหล่านี้จะต้องถูกจัดสรรให้กับคนยากคนจน การปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่เช่นนี้ก็ถูกดำเนินการมาแล้วโดยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวส (Hugo Chavez) แห่งเวเนซูเอลาเช่นกัน เวเนซูเอลานั้นถือได้ว่าเป็นหัวหอกในการ ?ปฏิวัติ? ทางนโยบายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ชาเวส ได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนงบประมาณใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพและ ให้โอกาสกับคนจน ตัวอย่างเช่น ระบบการศึกษาและสาธารณสุขของเวเนซูเอลานั้นได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมหาศาล รวมไปถึงทหารที่ถูกทำให้ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ให้บริการด้านสาธารณ สุขกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ประเด็นที่ผู้นำประเทศละตินอเม ริกาเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากผู้นำชาติมหาอำนาจ และน่าสนใจต่อประเทศไทยอย่างยิ่งก็คือ นโยบายที่ทั้งนายชาเวสและนายโมราเลสนำมาใช้คือนโยบายประชานิยมพื้นๆ นี่เอง ซึ่งมุ่งปรนเปรอคนยากจนเพื่อหวังเพียงเสียงสนับสนุนโดยขาดเป้าหมายการพัฒนา ระยะยาวโดยรวม เช่นเดียวกับที่เคยล้มเหลวมาแล้วสมัยนายฮวน โดมิงโก เปรอน (Juan Domigo Per?n) แห่งอาร์เจนตินา สำหรับประเทศไทยนั้นคำว่านโยบายประชานิยมเป็นที่รู้จักแพร่หลายกันในช่วงห้า ปีที่ผ่านมานี้เอง และกับความเข้าใจทั่วไปของคนไทยโดยเฉพาะคนเมืองก็คงจะไม่ต่างอะไรมากนักกับ นิยามกระแสหลักที่ได้อ้างถึงข้างต้น แต่นโยบายในละตินอเมริกาในปัจจุบันเป็นเช่นที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ แล้วประชานิยมในละตินอเมริกาเหมือนหรือต่างจากของไทยอย่างไร
นโยบายหลายข้อของรัฐบาลไทยช่วง ที่ผ่านมาแม้จะพุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อยก็จริง หากแต่ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อกระตุ้นการบริโภค อันที่จริงการบริโภคไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความพอดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การใช้จ่ายเงินที่ได้มาเพื่อการบริโภคกับการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสที่ยั่งยืน สำหรับอนาคตในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่กลับไม่ได้เกิดขึ้นใน เมืองไทย นอกจากนี้ มีโครงการจำนวนน้อยกว่ามากที่มุ่งเน้นไปยังสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน จริงๆ หากจะกล่าวกันอย่างถึงที่สุดแล้วนโยบายประชานิยมของไทยนั้นเป็นการใช้ภาษี ของประชาชนไปอุดหนุนนายทุน หาใช่การส่งเสริมความเข้มแข็งของชาวบ้านไม่ เนื่องจากเม็ดเงินที่ลงไปในพื้นที่อย่างรวดเร็วโดยขาดแนวทางที่ชัดเจนและ ความพร้อมของผู้รับ ส่งผลให้เงินถูกผ่องถ่ายไปในการบริโภค และจำนวนมากเป็นการบริโภคสินค้าจำพวกประกอบรูปแบบชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้ไปเพื่อก่อให้เกิดรายได้ เงินที่ลงไปจึงอยู่ในมือชาวบ้านเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นก่อนที่จะถูกส่งต่อ ไปยังนายทุน เช่นกลุ่มบริษัทมือถือ ฯลฯ แล้วยิ่งถ้าการเพิ่มปริมาณการขายของสินค้าเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การจ้างงาน ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นตาม ก็ยิ่งจะทำให้เม็ดเงินที่หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยหดหายไป อีกตัวอย่างที่น่าจะกล่าวถึงคือ งบประมาณประชานิยมที่ลงไปในพื้นที่ชนบทนั้น ส่วนหนึ่งได้ส่งผลต่อการไปลดแรงกดดันของราคาผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งช่วยให้กลุ่มธุรกิจการเกษตรสามารถกดราคาผลผลิตหน้าไร่ที่ซื้อจากเกษตรกร ได้ต่อไป
จากที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นความ แตกต่างที่ชัดเจนยิ่งระหว่างปรากฏการณ์ประชานิยมไทย กับประชานิยมของนายชาเวส และโมราเลส กล่าวคือ นโยบายประชานิยมของเขานำไปสู่การท้าทายกลุ่มนายทุนชนชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติกลับมาดูแลโดยรัฐและนำรายได้มาพัฒนาด้านการ ศึกษาและสาธารณสุขสำหรับคนจนซึ่งต่างจากการ ?แจกเงินให้ไปซื้อของ? หรือการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นการช่วงชิงปัจจัยการผลิตสำคัญจากนายทุนให้มา อยู่ในมือของคนส่วนใหญ่ การปฏิรูปการศึกษาในเวเนซูเอลานั้นได้ดำเนินการอย่างจริงจังจนกระทั่งกลุ่ม ชนชั้นนำในประเทศออกมาต่อต้าน เนื่องจากกลัวว่าเมื่อคนจนจำนวนมากมีการศึกษาสูงแล้ว พวกตนและลูกหลานจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันเพื่อหางานทำและโอกาสอื่นๆ ทางสังคมที่เข้มข้นมากขึ้น การท้าทายเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ใหม่นี้มิได้ถูกตีเส้นจำกัดเพียงภายในประเทศ เท่านั้น นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนข้ามชาติที่เกาะกุมผลประโยชน์ในประเทศอยู่ แต่เดิมแล้ว ในเวทีระหว่างประเทศก็ยังถูกกดดันอย่างหนักจากผู้นำกลุ่มประเทศมหาอำนาจซึ่ง ใกล้ชิดกับทุนข้ามชาติเหล่านี้ ประเทศอย่างเวเนซูเอลาแสดงท่าทีชัดเจนว่าการทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ นอกจากตนจะสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปแล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เท่าเทียมกว่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่าประชานิยมในบ้านเรากลับเป็นเพียงเครื่องมือของ นายทุนกลุ่มหนึ่งเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมืองจากชนชั้นนำ กลุ่มอื่นๆ เท่านั้น โดยไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมแต่อย่างใด
แน่นอนว่าปัญหาและข้อจำกัดของการ ปฏิวัติทางนโยบายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมมีอยู่ เช่นในเวเนซูเอลานั้น หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนที่ผ่านมาอยู่ที่ตัวประธานาธิบดีฮูโก ชาเวส แต่ผู้เดียว แม้ว่าภาคประชาสังคมจะได้รับการยอมรับ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าไปสรรค์สร้างนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม จึงยังคงเป็นการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างเป็นสำคัญ นอกจากนี้ งบประมาณส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ยังยึดโยงอยู่กับรายได้จากน้ำมันในกรณีของเว เนซูเอลา และก๊าซในกรณีของโบลิเวีย การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจยังมีอยู่อย่างจำกัด เป็นผลให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถหวั่นไหวไปตามการโยกตัวของราคาพลังงาน เชื้อเพลิงในตลาดโลกได้โดยง่าย และเมื่อการบริหารยังถูกรวมศูนย์อยู่มาก ทำให้น่าเป็นห่วงว่าความยั่งยืนของนโยบายที่กล่าวถึงมานี้จะมีมากน้อยเพียง ไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกาชี้ให้เห็นว่าเส้นทางเดินที่ไม่ใช่การตามก้น เสรีนิยมโลกาภิวัตน์นั้นมีอยู่จริง และไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศร่ำรวยจึงจะมีสิทธิเลือกเดินทางนี้ นโยบายประชานิยมก็ยังอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างทาง เศรษฐกิจและสังคมได้หากใช้อย่างให้เกิดคุณค่า อย่างน้อยที่สุด เวเนซูเอลาและโบลิเวียในทศวรรษนี้ก็น่าที่จะเป็นตัวช่วยให้นักนโยบายและผู้ บริหารประเทศของไทยไม่จนตรอกอยู่กับกรอบการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ถูกบรรจุข้อมูลมาจากสำนักคิดกระแสหลักตะวันตกตลอดไป
- 130 reads

