Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » รุมต้านถกเอฟทีเอสหรัฐ ภาคพิสดาร ผ่านโทรศัพท์-อีเมล

รุมต้านถกเอฟทีเอสหรัฐ ภาคพิสดาร ผ่านโทรศัพท์-อีเมล

Submitted by admin on Thu, 13/07/2006 - 00:00
โดย : 
กรุงเทพธุรกิจ

รุมต้านถกเอฟทีเอสหรัฐ ภาคพิสดาร ผ่านโทรศัพท์-อีเมล

 

นักวิชาการ-เอ็นจีโอ รุมต้านถก "เอฟทีเอ" นอกรอบกับสหรัฐ ชี้รัฐบาลรักษาการไม่เหมาะสมเปิดเจรจา หวั่นสร้างแรงกดดันรัฐบาลใหม่ ดึงมหาอำนาจเข้าแก้ปัญหาการเมืองภายใน ปูทาง "ทักษิณ" กลับนั่งเก้าอี้นายกฯ จี้เร่งจัดการปัญหาภายใน ยกระดับคุณภาพทีมเจรจา ศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน "กันตธีร์" ออกโรงแจงรอรัฐบาลใหม่จัดการ ส่วนพาณิชย์ระบุแค่หารือกรอบร่วมมือการค้า-ลงทุนเท่านั้น

ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตามที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำลังเดินทางเยือนสหรัฐและได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เพื่อเปิดการเจรจาเอฟทีเอนอกรอบต่อไปนั้น โดยมารยาทแล้วรัฐบาลรักษาการ ไม่ควรมีการเจรจาความตกลงผูกพันใดใด และการเจรจาเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ บุคลากร โดยไม่จำเป็น เพราะไม่มีใครระบุได้ รัฐบาลใหม่จะเห็นชอบด้วยกับข้อผูกพันหรือข้อตกลงหรือไม่

"โดยมารยาทรัฐบาล รักษาการไม่ควรทำ เพราะหากทำจะมีผลให้กดดัน และเป็นภาระกับรัฐบาลชุดต่อไปที่ต้องเดินแนวทางที่ไปตกลงไว้ หากรัฐบาลใหม่จะปฏิเสธข้อตกลง จะถูกสหรัฐหยิบยกขึ้นมาอ้างได้ว่า ได้ตกลงกับรัฐมนตรีคนก่อนไว้แล้ว ทำให้อำนาจต่อรองของรัฐบาลชุดใหม่มีปัญหา ซึ่งผมยังไม่เห็นรัฐบาลที่ไหนเขาทำกัน" ดร.ตีรณกล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลอาจถูกข้อครหาได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ มีปัญหาการเมืองภายในประเทศ แต่กลับใช้ข้อตกลงเอฟทีเอในการดึงสหรัฐเข้ามาสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวัง

"สถานการณ์ทางการ เมืองขณะนี้มีความล่อแหลม อย่าให้ประชาชนคิดไปได้ว่า รัฐบาลเดินสายดึงมหาอำนาจเข้ามาเป็นพวก เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากเลือกรัฐบาลชุดนี้ต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า ในการเจรจาติดต่อค้าขาย เอื้อกับธุรกิจ ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น" ดร.ตีรณกล่าว

ดร.ตีรณ กล่าวโดยพื้นฐานขณะนี้ไทยไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาเอฟทีเอ แต่ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ แก้ปัญหาการเมืองให้เกิดความสมานฉันท์มากกว่า และในระหว่างรักษาการ ควรหันมาเตรียมความพร้อม ยกระดับคุณภาพให้กับทีมเจรจา ประเมินผลกระทบแต่ละเซคเตอร์และให้ข้อมูลประชาชนอย่างรอบด้าน มากกว่าการเตรียมประเด็นในด้านการเจรจาเอฟทีเอให้เสร็จ เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่

แนะแก้ปัญหาภายในประเทศก่อน

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐในช่วงรัฐบาลรักษาการ ไม่มีความเหมาะสมอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไม่ควรเจรจาใหม่ แต่ปรับแนวทางของการเจรจาเดิม โดยเฉพาะปัญหาภายในของการเจรจาให้เรียบร้อย ใน 4 ประเด็นสำคัญ

1.รายละเอียดของข้อ ตกลงที่ผ่านมา ยังไม่มีการเปิดเผยชัดเจน 2. ในสาขาที่เสียเปรียบ รัฐบาลวางแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร 3.การคัดค้านของกลุ่มองค์กรภาคเอกชน (เอ็นจีโอ) และกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา จะสร้างแนวทางทำความเข้าใจอย่างไร 4.การมีส่วนร่วมรับรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม ในกรอบการเจรจา รัฐบาลวางกระบวนการการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างไร

"รัฐบาลควรหันมาดู ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากกว่า หากเปิดเอฟทีเอแล้วผมตกงาน ใครจะรับผิดชอบชีวิตผม ได้เสนอไปแล้วให้ตั้งเอฟทีเอ ฟันด์ รองรับผลกระทบ หันมาทำตรงนี้ดีกว่ารุกเจรจา แม้จะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม ต้องกลับมากวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า" ดร.อัทธ์ กล่าว

ชี้ไม่จำเป็นต้องเร่งเจรจาตามแรงกดดัน

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือหวั่นไหว ไปตามความต้องการของสหรัฐ แม้สหรัฐจะอ้างว่ากฎหมายให้อำนาจการเจรจาการค้าสหรัฐ จะหมดอายุลงกลางปี 2550 หรือการระบุว่าจะเจรจากับประเทศอื่นก่อน แล้วเกรงว่าไทยจะเสียเปรียบ ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายสหรัฐ ไม่สามารถทิ้งประเทศไทยในแง่ยุทธศาสตร์ทั้งทางการเมืองและการค้า เพราะในแง่เศรษฐกิจไทยยังมีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า รวมทั้งสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ

"ไม่เห็นความจำเป็น ต้องไปเต้นตามสหรัฐ กฎหมายเจรจาการค้าจะหมดอายุ ก็ให้หมดอายุไป เชื่อว่าไทยยังอยู่ในจุดที่นักลงทุนสหรัฐยังต้องการเข้ามา เรายังมีพื้นฐานหลายอย่างเหนือกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีไปเวียดนาม ไม่ต้องกลัวที่จะเอาจีเอสพีมาขู่ การเจรจาเอฟทีเอกับจีเอสพีต้องอยู่คนละเงื่อนไขกัน ดังนั้น ช้าไป 1-2 ปีก็ไม่เป็นไร แต่ให้ข้อตกลงออกมาดี" ดร.อัทธ์กล่าว

ส่วนการเจรจานั้น ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งการเจรจาทางโทรศัพท์ ยังไม่เห็นแนวทางว่า จะเปิดเผยข้อมูลได้อย่างไร และขณะนี้ ไทยไม่มีรัฐสภา ไม่มีส.ส.คอยช่วยพิจารณา กลั่นกรองข้อตกลงหรือมีส่วนร่วม หากเจรจาไปก็เท่ากับงุบงิบทำ ซึ่งสหรัฐเองต้องพิจารณาความเหมาะสมด้วย หลังจากเลือกตั้งแล้วค่อยมาเจรจากัน จะเป็นการเหมาะสมกว่า

เอ็นจีโอชี้เจรจาเอฟทีเอปูทาง"ทักษิณรีเทิร์น"

รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กลุ่มศึกษาปัญหายาเอฟทีเอ วอชท์ กล่าวว่า เป็นไปตามคาดการณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเองก็มีท่าทีและความพยายามที่ต้องการทำสัญญาเอฟทีเอกับสหรัฐ แม้ว่าขณะนี้ จะเป็นเพียงแค่รัฐบาลรักษาการก็ตาม

"หากมีการเซ็นสัญญา เอฟทีเอขณะนี้ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และเชื่อว่าในฐานะรัฐบาล รักษาการเองจะยังไม่เซ็นสัญญาตอนนี้เช่นเดียวกับสหรัฐ เพียงแต่ได้เตรียมการต่างๆ ไว้ เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เชื่อและมั่นใจว่าจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ใหม่อย่างแน่นอน จะเห็นได้จากจดหมายของนายกรัฐมนตรีที่ส่งถึงประธานาธิบดีสหรัฐ ที่พยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลขณะนี้มีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง โดยเชื่อว่าการเซ็นสัญญาจะเกิดขึ้นภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน"

ประณามรัฐบาลไร้มรรยาท

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เจ้าหน้าที่กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอวอชท์) กล่าวว่า ไม่แปลกใจกับการประกาศที่จะเจรจานอกรอบ กรณีเอฟทีเอไทยสหรัฐ เพราะที่ผ่านมา ได้รับรู้ข้อมูลตลอดเวลามีการเจรจาไม่เคยหยุด ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งทางโทรศัพท์ อีเมล และผิดสังเกตจากความพยายามผลักดันกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายสิทธิบัตร

รวมทั้งมีความ พยายามผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการไทย ที่จะผลักดันการเจรจาให้เสร็จเร็วที่สุด เนื่องจากมีการประเมินว่า หากมีการเลือกตั้งอีก พรรคไทยรักไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะทำให้เสร็จก่อน โดยหลังจากตั้งรัฐบาลใหม่ จะเจรจาอีกเพียงรอบเดียวก็สามารถเซ็นได้เลย

"พฤติกรรมของรัฐบาล น่ารังเกียจมากและไร้มรรยาทมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่ควรจะออกมาประกาศอะไรแบบนี้ หรือเซ็นสัญญาระหว่างประเทศได้เลย นอกจากนี้การเซ็นเอฟทีเอไทยสหรัฐยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและในส่วนข้อ เสนอของนักวิชาการเองก็ไม่ได้รับการพิจารณาด้วยเช่นกัน" น.ส.กรรณิการ์กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึง ความคืบหน้าในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ในเรื่องสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยา ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าหรือดำเนินการอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลนี้ยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สามารถเจรจาได้ ต้องรอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก่อน

กันตธีร์ แจงรอรัฐบาลใหม่

นายกันตธีร์ ศุภมงคล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐ ตามคำเชิญของ ดร.คอนโดลีซซา ไรส์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากกรุงวอชิงตัน วานนี้ (12 ก.ค.) ถึงผลการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ว่า มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ และการทำเอฟทีเอ

"ผมชี้แจงว่าเอฟที เอเป็นเรื่องที่อ่อนไหว รัฐบาลต้องการให้รัฐสภา และภาคเอกชน (เอ็นจีโอ) เข้ามามีส่วนร่วม รัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การเจรจาในครั้งต่อไปจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ และรอรัฐบาลชุดใหม่" นายกันตธีร์กล่าว

"อภิรดี"ยันแค่ความร่วมมือการค้า

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเยือนสหรัฐของดร.สมคิด ไม่ได้รื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐนอกรอบ ซึ่งสถานะล่าสุดขณะนี้ ถือว่าหยุดชะงักไปชั่วคราว จะมีการเจรจากันอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีความพร้อม ในส่วนของไทยต้องรอจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐเข้าใจสถานการณ์ของไทยดี ไม่ได้มีการเร่งให้เดินหน้าการเจรจาต่อ แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้มีข้อห้ามให้รัฐบาลรักษาการเจรจาเอฟทีเอ

"ตอนนี้ไม่ได้มีการ เจรจาอะไรที่เกี่ยวกับเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เลยเอาเก็บไว้บนหิ้งรอให้ฝุ่นจับอย่างเดียว ไม่แม้แต่จะเตรียมการอะไรล่วงหน้า แม้ว่าทางกฎหมายจะสามารถเดินหน้าเจรจาได้ แต่เราไม่ได้ทำอะไรเลย" นางอภิรดีกล่าว

นางอภิรดี กล่าวว่า สหรัฐถือเป็นคู่ค้าหลักของไทยหากการเจรจาเอฟทีเอชะงักไป ไทยก็ควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อคงความร่วมมือทางการค้าการลงทุน ระหว่างกันไว้ จึงมีการหารือเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งหัวข้อหลักในการหารือ คือ การแก้ไขปัญหาทางการค้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เช่น กรณีการยกเลิกการเก็บภาษีซ้ำซ้อน อัตราภาษีตอบโต้ทุ่มตลาดสินค้ากุ้ง เป็นต้น

รวมทั้งการหารือ เรื่องการจับคู่ทางธุรกิจ เช่น กรณีการหารือกับห้างวอลมาร์ท ให้นำสินค้าไทยไปวางขาย การส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMES)

"รูปแบบการหารือจะ เป็นไปในเชิงความร่วมมือกัน ไม่ใช่การเจรจาที่แยกส่วนออกมาจากเอฟทีเอ แต่จะเรียกความร่วมมือนี้ ว่า โรดแมพหรือชื่ออื่น อย่างไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับผลการหารือ ขณะนี้ ในส่วนระดับนโยบายมีการตกลงกันแล้วว่าจะร่วมมือกัน ทำให้ระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ต้องมาหารือกันอีกครั้ง ซึ่งการร่วมมือนี้จะต่างจากเอฟทีเอ เพราะต้องอาศัยบทบาทจากภาคเอกชนให้ร่วมดำเนินการมากกว่าเอฟทีเอ" นางอภิรดีกล่าว

นางอภิรดี กล่าวอีกว่า หากมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นเรื่องการเจรจาเอฟทีเอ จะดำเนินการต่อหรือจะกำหนดทิศทางใหม่ก็ต้องมีการหารือกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งกรอบความร่วมมือที่กำลังหารือกันอยู่นี้ ก็ถือเป็นรูปแบบเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากเอฟทีเอ เพื่อให้การค้าการลงทุนสามารถเดินหน้าต่อไปได้อีก

  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-US
  • 390 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues