Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 10 เครือข่ายกว่าหมื่นคนบุกเชียงใหม่ต้านการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯรอบที่ 6

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 10 เครือข่ายกว่าหมื่นคนบุกเชียงใหม่ต้านการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯรอบที่ 6

Submitted by admin on Thu, 05/01/2006 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2549 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ 10 เครือข่าย ซึ่งประกอบไปด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ แห่งประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายป่าไม้-ที่ดิน 4 ภาค, สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ, เครือข่ายสลัมสี่ภาค, สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์, สมัชชาคนจน และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch) ได้ร่วมกันแถลงข่าวการระดมพลนับหมื่นคนบุกเชียงใหม่เพื่อต่อต้านการเจรจาเอ ฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ในวันที่ 9 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แกนนำกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch) กล่าวว่า การระดมพลเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อต่อต้าน การทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ทั้งนี้จะมีการระดมพลมากกว่าหนึ่งหมื่นคนจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนที่ ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอจำนวน 10 เครือข่ายเข้าร่วมคัดค้าน โดยจะเริ่มต้นการชุมนุมตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 9 มกราคม เป็นต้นไป ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาของกลุ่มสอดคล้องกับการศึกษาของนักวิชาการและ สถาบันวิจัยต่างๆที่พบว่าการทำเอฟทีเอจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่จะ ต้องใช้ยาแพง สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร เปิดโอกาสให้บรรษัทข้ามชาติเข้ายึดครองทรัพยากรของประเทศ เปิดให้มีการลงทุนอย่างกว้างขวางรวมทั้งมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของ ต่างชาติ  โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบแทบทุกกลุ่ม มีกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเท่านั้นที่ ประโยชน์  เท่าที่ผ่านมาได้มีการเสนอความเห็นจากนักวิชาการแต่รัฐบาลไม่ยอมรับฟังแม้ แต่น้อยยังคงเดินหน้าการทำเอฟทีเอต่อไปทั้งๆที่ผลจากการการทำเอฟทีที่ผ่านมา พบว่าทำให้ประเทศไทยขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นล้าน เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการชุมนุมใหญ่ภายใต้คำขวัญ "หยุดเอฟทีเอ หยุดแปรรูประเทศ สร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรม" อันเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ

ด้านนายกมล อุปแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กล่าวว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะมีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วม คัดค้านกว่า 2,000 คน "ขณะนี้ยาที่ใช้ในการรักษาก็มีราคาแพงมากอยู่แล้ว ผู้ติดเชื้อแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายด้านยาเดือนละนับหมื่นบาท การทำเอฟทีเอจะทำให้ยาที่เรากินมีราคาแพงขึ้นไปอีก "  โดยนอกจากผู้ติดเชื้อที่จะได้รับผลกระทบแล้วผู้ป่วยเรื้อรังและคนไทยทุกคน ที่ต้องซื้อยาทุกคนจะต้องซื้อยาในราคาที่แพงขึ้นเหมือนๆกันเพราะผลจากการ ขยายอายุสิทธิบัตรออกไปทำให้มีการผูกขาดยามากขึ้น จากการศึกษาของนักวิชาการทั้งในออสเตรเลียและในประเทศไทยพบว่าราคายาจะแพง ขึ้นมากตั้งแต่ 30% จนถึง 500%  จะมีการซื้อยาในราคาแพงเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้าถ้ามีการลงนามเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา

ส่วนนายอุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกแถลงว่า การทำเอฟทีกับสหรัฐจะเป็นการทำลายเศรษฐกิจแบบพอเพียง เกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด และเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกพืชชนิดเดียวกับสหรัฐ จะได้รับผลกระทบหมด การทำเอฟทีกับสหรัฐนั้นจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรมของไทย เพราะนอกจากประเทศไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้อเมริกาแล้ว ยังจะต้องเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอ และมีการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย  หลังวันที่ 4 ธันวาคม 2549 นายกรัฐมนตรีชอบพูดว่ารัฐบาลจะเดินตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง แต่ในทางปฏิบัติกลับทำในสิ่งตรงข้าม  มีเฉพาะบริษัทเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทที่ส่งออกกุ้งและไก่ รวมทั้งบริษัทรถยนต์ บริษัทส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากการทำเอฟทีเอครั้ง นี้ ชาวนาที่ปลูกข้าวก็มิได้รับผลประโยชน์ใดๆเพราะว่าฝ่ายสหรัฐจะไม่มีการลดการ อุดหนุนลงภายใต้การเจรจาเอฟทีเอ ในทางตรงกันข้ามบริษัทสหรัฐจะสามารถเข้ามาจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิ พันธุ์พืชสมุนไพรของไทย เพราะฝ่ายสหรัฐเรียกร้องให้ไทยแก้กฎหมายรับรองการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต 

ด้านนางกิมอัง  พงษ์นารายณ์ จากสภาเครือข่ายองค์กรประชาชนกล่าวว่า ผลจากการทำเอฟทีเอกับจีนนั้นส่งผลให้เห็นแล้วอย่างชัดเจน ขณะนี้เกษตรกรที่ปลูกหอม กระเทียมต้องลดพื้นที่ปลูกไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง ราคาหอมกระเทียมไทยราคาตกลงอย่างมาก พ่อค้าจีนเข้ามาเต็มไปหมด สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะมีโครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้ช่วยเหลือ อะไรเลย "ผมขอฝากเตือนบอกกับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด องุ่น มันฝรั่งนับล้านๆคนว่า ต่อไปจะเป็นรอบของท่านที่จะได้รับผลกระทบ หลังจากพวกที่ปลูกผัก และผลไม้เมืองหนาวได้รับผลกระทบมาแล้วจากเอฟทีเอไทย-จีน หากรัฐบาลเดินหน้าทำเอฟทีเอต่อไป เกษตรกรที่ยากจนและเต็มไปด้วยหนี้สินจะไม่มีที่ให้ยืนในประเทศนี้อีกแล้ว"

ด้านนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า สสร.ขอผนึกกำลังร่วมเคลื่อนไหวครั้งนี้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรประชาชนอีก 9 เครือข่ายด้วย  การทำเอฟทีเอกับสหรัฐไม่ใช่เป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเท่านั้นแต่เป็นการเปิด การแปรรูปประเทศไทยทั้งหมด  สหรัฐเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเปิดการลงทุนทุกเรื่องรวมทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และรัฐวิสาหกิจทุกอย่าง ความต้องการของต่างชาติจึงตรงกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ที่ใกล้ชิด กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถไว้วางใจได้อีกต่อไป  ประชาชนไทยต้องเรียนรู้ประสบการณ์ของประชาชนในลาตินอเมริกา ที่พบว่าหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพง จนต้องออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อล้มล้างการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี แห่งอเมริกา หรือ FTAAs ( Free Trade Ares of the Americs) ซึ่งมีการชุมนุมนับแสนคนๆเมื่อปลายปีที่แล้ว จนขณะนี้แผนการทำข้อตกลง FTAAs ได้หยุดชะงักลง

ด้านนางประทิน  เวคะวากยานนท์จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค และคุณสมบุญ  สีคำดอกแค จากสมัชชาคนจนแถลงเพิ่มเติมว่า การชุมนุมประท้วงครั้งนี้จะแหลมคมยิ่งกว่าการชุมนุมต่อต้านเอฟทีเอไทยสหรัฐ รอบ 3 ที่พัทยา ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลก็มิได้รับฟังข้อเรียกร้องแต่ประการใด การชุมนุมครั้งนี้เราจะยื่นข้อเสนอเป็นทางการต่อรัฐบาลให้สัญญาว่าจะไม่การ แปรรูปน้ำไฟและรัฐวิสาหกิจที่สร้างผลกระทบต่อคนจน ไม่ยอมตามเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และเปิดตลาดสินค้าเกษตร เป็นต้น โดยเราจะชุมนุมกดดันไม่ยอมถอยจนกว่ารัฐบาลจะให้สัญญากับเรา

นางบุญยืน  ศิริธรรม จากสหพันธ์องค์ผู้บริโภคยังได้เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จากการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวขนาดเล็ก ผู้ประกอบการร้านเสริมสวย พนักงานบริษัททางการเงิน ผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่หวงแหนอธิปไตยของประเทศเข้าร่วมชุมนุม และสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้  "ท่านคงเห็นได้ว่าตลอดเวลาของรัฐบาลชุดนี้ องค์กรอิสระต่างถูกแทรกแซง แม้แต่รัฐสภาก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้  มีแต่การลุกขึ้นสู้ร่วมกันของประชาชนเท่านั้นที่จะหยุดเอฟทีเอ หยุดการแปรรูปประเทศ และสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้  เราขอเชิญชวนให้ทุกท่านเข้าร่วมการชุมนุม และให้การสนับสนุนเครือข่ายองค์กรประชาชน 10 เครือข่ายในการเคลื่อนไหวครั้งนี้" โดยท่านสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากเว็บไซท์ ftawatch.org หรือติดต่อศูนย์ประสานงานการเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ที่ 02-9527953

อนึ่งนอกจากมีการชุมนุมใหญ่ที่เชียงใหม่แล้ว เครือข่ายองค์กรประชาชนจะมีการชุมนุมที่หน้าสถานฑูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทยด้วยในระหว่างวันที่ 9-13 มกราคม 2549

  • ข้อมูลทั่วไป
  • FTA Thai-US
  • 159 reads

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues