สรุป การประชุมหารือเรื่อง การเจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ระหว่างสมาชิกรัฐสภาไทยกับนายโรเบิรต์ โซลิค (Robert Zoelick) รมช.กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2548 ณ ห้องประชุมอาคารวุฒิสภา 2 ระหว่างเวลา 13.30 ? 14.15 น. ได้มีการประชุมหารือระหว่างสมาชิกรัฐสภาไทย กับนายโรเบิรต์ โซลิค ( Robert Zoelick) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาและคณะ เกี่ยวกับการเจรจาเขตการค้าเสรี(FTA) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการเปิดการเจรจามาจนถึงรอบที่สามแล้ว
สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เข้าร่วมประชุมได้ เช่น นายไกรศักด์ ชุณหะวัณ, นายพนัส ทัศนียานนท์, นายจอน อึ้งภากรณ์, นายลิขิต ธีรเวคิณ, ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริภัทร, นายเกียรติ สิทธิอมร, คุณหญิงชดช้อย โสภณพาณิชย์ ฯลฯ ได้ตั้งคำถามต่อ นายโรเบิรต์ โซลิค เกี่ยวกับการเจรจา FTA และอภิปรายถึงข้อห่วงใยที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นต่างๆ เช่น
- เรื่องกระบวนการเจรจา FTA และบทบาทของรัฐสภาในกระบวนการเจรจาและการลงนามข้อตกลง
- เรื่องผลกระทบจากการเพิ่มความคุ้มครองในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเข้า ถึงยาและปัญหาสาธารณสุข ซึ่งจะทำให้ราคายาสูงขึ้น และทำให้การบังคับใช้สิทธิ (Compulsory Licensing ) หรือการนำเข้าซ้อน ( Parallel Import ) ทำได้ยากขึ้น
- เรื่องการทำให้การค้าเสรีมีความเป็นธรรมและมีจริยธรรม
- เรื่องความไม่พร้อมในการเปิดเสรีภาคบริการ เช่น สาขาธนาคารของไทย
- เรื่องปัญหาข้อจำกัดในคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อมของไทย หากมีการลงนาม FTA กับสหรัฐฯ เนื่องจากติดเงื่อนไขการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นเป็นข้อพิพาทจำนวนมาก จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA)
- เรื่องผลของการทำ FTA ต่อการลดการอุดหนุนภาคการเกษตรของสหรัฐ ภายใต้กฎหมาย Farm Bill
ฯลฯ
ทางฝ่ายนายนายโรเบิรต์ โซลิค ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ได้ให้ข้อมูลและตอบคำถามของสมาชิกรัฐสภาในประเด็นต่างๆ ที่มีการหยิบยกขึ้นว่า บางเรื่องที่อภิปรายมานั้นเป็นความกังวลที่เกินไปจากความจริง ในส่วนบทบาทของรัฐสภาในกระบวนการเจรจา FTA นั้น เป็นไปตามข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งสำหรับทางสหรัฐมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ คือ Trade Promotion Authority Bill กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องยื่นขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาก่อนการเจรจา และเมื่อเจรจาเสร็จแล้ว ต้องยื่นขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้งก่อนการลงนาม ซึ่งทางรัฐสภามีอำนาจที่จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ แต่ไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาร่างข้อตกลง FTA ที่ได้เจรจาเสร็จสิ้นไปแล้ว
สำหรับเรื่องผลกระทบจากการคุ้มครองเรื่องการลงทุนที่เคยเกิดในกรณี NAFTA เป็นเรื่องที่ทาง NGOs มักจะนำมากล่าวอ้างถึง ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหามาจากข้อตกลง FTA แต่เนื่องมาจากการบังคับใช้มาตรการแบบเลือกปฏิบัติ (Discriminate) ระหว่างนักลงทุนภายในประเทศกับนักลงทุนต่างชาติ
เรื่องผลกระทบจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับเรื่องสาธารณสุขนั้น การทำ FTA จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสิทธิของประเทศไทยที่มีอยู่ในความตกลงด้าน ทรัพย์สินทางปัญญาในองค์การการค้าโลก และประเทศคู่เจรจาสามารถทำเอกสารแนบ (Side Letter) ประกอบกับข้อตกลง FTA ได้ เช่น กรณีประเทศโมร็อกโก
เรื่องการอุดหนุนภาคเกษตร ได้ชี้แจงว่า การอุดหนุนของสหรัฐเป็นในส่วนด้านธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ฝ้าย ฯลฯ ไม่ได้เป็นการอุดหนุนด้านปศุสัตว์เหมือนในสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ในการเจรจาเรื่องการเกษตร ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบ (Safeguard) ได้ หรือกำหนดช่วงระยะเวลา ( Grace Period) ก่อนที่ข้อตกลงจะมีผลใช้บังคับจริงได้
ท้ายที่สุด นายโรเบิรต์ ได้ย้ำว่า ทางสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นผู้บีบบังคับให้ไทยต้องทำ FTA กับสหรัฐฯ การเจรจาเรื่อง FTA เป็นการเลือกตัดสินใจของฝ่ายรัฐบาลไทย สำหรับทางสหรัฐฯ นั้น มีความยินดีที่จะเจรจากับไทยในฐานะที่ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่ดี..

