ไทยรับมือเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ สหรัฐขอยืดสิทธิบัตรยา
สัมภาษณ์
"ทรัพย์สินทางปัญญา" กำลังจะเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-สหรัฐรอบที่ 3 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ ก่อนการเจรจาจะเริ่มต้น "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นางสาว วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถึงกระบวนการในการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น
- ความคืบหน้าของการเจรจา
ใน การเจรจา 2 รอบแรกสหรัฐยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับไทย แต่เท่าที่ศึกษาจากความตกลงที่สหรัฐทำกับประเทศอื่น พบว่าสหรัฐมีกรอบในการเจรจาที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ยึดความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การการค้าโลก (TRIPs) เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ดังนั้นการเจรจาจึงเป็นในรูปแบบ "TRIPs Plus" ซึ่งเราเตรียมตัวโดยการหารือกับภาคราชการ เอกชน อาจารย์ในมหาวิทยาลัย และองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาล (NGO) ถึงกรอบของข้อตกลง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่การเจรจาในรอบที่ 3
แต่ทั้งหมดนี้เราไม่ ยืนยันว่าจะยอมรับข้อเสนอของสหรัฐทุกประการ ขึ้นอยู่กับการเจรจาซึ่งถ้าทุกอย่างไม่มีปัญหาก็คงจะตกลงกันได้ แต่ถ้าหากมี ผู้มาร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบก็จะต้องรับฟังปัญหา ประเด็นที่สหรัฐพยายามผลักดันมากคือเรื่องสิทธิบัตร
- สหรัฐดันการขยายเวลาคุ้มครอง "สิทธิบัตรยา"
จาก การหารือกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พบว่า ประเด็นที่น่ากังวลใจมากที่สุดคือ เรื่องสิทธิบัตรยาที่สหรัฐพยายามผลักดันกรณีกระบวนการยื่นขอสิทธิบัตร หากเกิดความล่าช้าจากรัฐ สหรัฐจะขอชดเชยระยะเวลานั้น เช่น ปกติใช้เวลา 4 ปีในการตรวจสอบกระบวนการ แต่รัฐใช้เวลา 6 ปี สหรัฐขอชดเชย 2 ปี นอกจากนี้สหรัฐเสนอให้มีการคุ้มครอง test data เป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้ภาคเอกชนเกรงว่าการขยายข้อตกลงเหล่านี้จะทำให้ยาราคาแพงขึ้น ยาสามัญเข้ามาขายยากขึ้น หรือระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรยาวขึ้น โดยเฉพาะยาจำเป็น เช่น ยารักษาโรคเอดส์ ท่าทีไทยในเรื่องนี้ชัดเจนว่าเราจะเจรจาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ข้อตกลง FTA จะต้องไม่ทำให้ลิดรอนสิทธิของไทยใน Doha Decoration ซึ่งระบุให้ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิในการใช้มาตรการยืดหยุ่นในการเข้าถึงยา (compul sory licensing)
ในเรื่องลิขสิทธิ์สหรัฐต้องการให้ขยายความ คุ้มครองจาก 50 ปี เป็น 70 ปี ภายหลังจากที่เจ้าของผลงานเสียชีวิต ซึ่งเท่าที่หารือกับเอกชนไทย พบว่า คนไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ และเพลง มากกว่าทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่น ดังนั้นการขยายเวลาจะทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ชาวไทยได้ประโยชน์ ไทยต้องแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองบนพื้นฐานการแลกเปลี่ยนผล ประโยชน์ เช่น หากประเทศใดให้ความคุ้มครอง 50 ปี ก็จะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีตอบ แต่ถ้าให้ความคุ้มครอง 70 ปี ก็จะได้รับความคุ้มครอง 70 ปี
- ป้องกันการละเมิดผ่านอินเทอร์เน็ต
นอก จากนี้ สหรัฐพยายามผลักดันให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เช่น กรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเทอร์เน็ต ให้เอกชนรวมตัวกัน หากพบการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้น สามารถร้องเรียนไปที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) จากนั้น ISP จะทำการถอดงานที่ละเมิดออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่งไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ ส่วนเรื่องการทำซ้ำในระบบอินเทอร์เน็ต ในกฎหมายของสหรัฐยกเว้นในกรณีที่ใช้เพื่อการศึกษา วิจัย ซึ่งกฎหมายไทยยังไม่มี ซึ่งทางคณะเจรจาจะเจรจาขอยกเว้นในกรณีการศึกษา วิจัยเช่นกัน
เรื่องเครื่องหมายทางการค้า สหรัฐต้องการครอบคลุมถึงกลิ่นและเสียงของเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งไทยยังไม่มีกฎหมายมารองรับ แต่เป็นสิ่งที่ควรเริ่มให้ความสำคัญเพราะในอนาคตผลิตภัณฑ์จะต้องมีมากขึ้น แน่นอน ซึ่งบริการจะต้องพัฒนาให้ก้าวทันพัฒนาการผลิตภัณฑ์
ส่วน เรื่องการบังคับใช้กฎหมายเป็นอีกประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการบังคับใน คดีแพ่ง สหรัฐต้องการให้มีการกำหนดมูลค่าของ ความเสียหายแล้วสามารถนำมาประเมินได้ว่า ผู้ละเมิดจะต้องชดใช้ให้เจ้าของสิทธิอย่างไร ซึ่งเราต้องศึกษาก่อนว่า วิธีการนี้มีประโยชน์อย่างไร อย่างไรก็ตามไทยพยายามอธิบายว่า ในระบบกฎหมายแม้ว่าผลทางแพ่งจะมีไม่มาก แต่มีการดำเนินคดีอาญาเข้ามาอาจจะเรียกว่าไทยเข้มกว่า
ทั้งนี้ หากไทยยอมรับประเด็นที่สหรัฐผลักดันหลายเรื่องอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายภาย ในประเทศ ทำให้เราต้องนำความตกลง FTA ทั้งฉบับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548

