Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » รายงานพิเศษ » 1 ปี เอฟทีเอ ไทย-จีน : ผู้บริโภคเสี่ยงภัย

1 ปี เอฟทีเอ ไทย-จีน : ผู้บริโภคเสี่ยงภัย

Submitted by admin on Tue, 01/11/2005 - 00:00
โดย : 
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ต้นเดือนกรกฎาคม กรมวิชาการเกษตรตรวจพบสารเคมีที่ประเทศไทยห้ามนำเข้ามานาน แล้วปนเปื้อนในผัก-ผลไม้จากจีน โดยตรวจพบ โมโนโครโตฟอส และ เมวินฟอส (มีพิษ เฉียบพลันสูงมาก และมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้สูง ประกาศให้เป็นสารต้องห้ามใน ประเทศไทย ตั้งแต่ พฤษภาคม 2543) ในพืชตระกูลกะหล่ำ และแอปเปิล สาลี่ที่นำ เข้าจากจีน ในรายงานข่าวขณะนั้น ระบุว่า จากปัญหาที่พบทำให้กรมวิชาการเกษตร เตรียมยกร่างและประกาศกฎกระทรวงให้แอปเปิลและสาลี่เป็นผลไม้ต้องห้ามที่ต้อง ผ่านการตรวจสารตกค้างของโรคแมลง สารเคมี และโลหะหนัก ก่อนการนำเข้า คาดว่า จะประกาศให้ใช้เร็วๆนี้ แต่จนถึงขณะนี้ ใกล้จะครบ 1 ปี เอฟทีเอ ไทย-จีน แล้ว ยังไม่มีประกาศใดๆหรือมาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องผู้บริโภค

“(การเจรจาจัดทำเอฟทีเอ) เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องมอง รัฐบาลจะต้องคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ ไม่ว่าเป็นเกษตรกร อุตสาหกรรม แต่การคุ้มครองเหล่านั้น คุ้มครองในระดับซึ่งผู้บริโภคก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้บริโภคคือประชาชนทั่วไปซึ่งมีจำนวนมากกว่า ถ้าผู้บริโภคได้บริโภคของดีราคาถูก ผู้ผลิตพออยู่ได้ แก้ไขได้ บรรเทาความเดือดร้อนได้ เราต้องดูภาพรวมอย่างนี้” นี่คือคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ “นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน” เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2547 แสดงถึงการให้ความสำคัญกับผู้บริโภคซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่าง ยิ่งยวด อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่เขตการค้าเสรีไทย-จีน หรือ เอฟทีเอ ไทย-จีน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 จนถึงบัดนี้ ซึ่งจะครบขวบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ความตั้งใจจริงนี้ได้สะท้อนออกมาในการปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงไหน

เอฟทีเอ ไทย-จีน เป็น เอฟทีเอ ฉบับแรกภายใต้การผลักดันของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งครอบคลุมการลดภาษีเป็น 0 เฉพาะสินค้าผักและผลไม้เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพยายามออกมายืนยันว่าไทยได้ประโยชน์ อย่างยิ่ง สามารถส่งสินค้าออกได้มากขึ้นและยังได้ดุลการค้า

   

รายงานชิ้นนี้ จะไม่หยิบยกรายละเอียดข้อโต้แย้งถึงความสำเร็จว่า เป็นข้อเท็จจริงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการนับรวมข้าวและมันเข้าไปในบัญชีการส่งออกทั้งที่ไม่อยู่ใน บัญชีสินค้าภายใต้ เอฟทีเอไทย-จีน, การส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสัดส่วนการทะลักของสินค้าจากจีน จนทำให้การได้ดุลการค้าของไทยลดลงกว่าก่อนการเปิดเอฟทีเอ รวมถึงผลกระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ แต่รายงานชิ้นนี้ จะเน้นการหาคำตอบว่า ผู้บริโภคภายใต้การเปิดเสรีการค้าเช่นนี้ ได้ประโยชน์จริงหรือไม่ อย่างไร

เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายว่า สินค้าอาหารจากจีนนั้น มีปัญหาด้านสุขอนามัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีในการเกษตร การเก็บรักษา และการตกแต่ง แม้แต่รัฐบาลจีนเองยังได้แสดงความกังวลว่า เรื่องนี้จะทำให้สินค้าของจีนถูกกีดกันจากต่างประเทศ สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า ของจีน ได้แสดงความกังวลถึงปัญหาความปลอดภัยในอาหารที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต และสุขภาพของประชาชน และยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมด้วย จึงขอให้ภาคราชการและภาคอุตสาหกรรมอาหารของจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ มาตรฐาน ป้องกันสารพิษปนเปื้อนในผลิตผลทางการเกษตร และให้เพิ่มมาตรการควบคุมการขนส่งสินค้าประเภทอาหาร รวมถึงการปราบปรามผู้ก่ออาชญากรรมทางด้านอาหาร เช่น ขายหรือผลิตอาหารปนเปื้อนและปลอมปน

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยในอาหารจากจีน ดูยังจะเป็นปัญหาที่คงความรุนแรง 9 กันยายน 2547 สำนักข่าวไทย รายงานว่า มูลนิธิผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน รายงานในเว็บไซด์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ขององค์กรได้สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าประเภทอาหารและยาจากเกาะคิน เหมิน ซึ่งเป็นเกาะที่ติดกับจีนทางชายฝั่งด้านตะวันตก และเป็นที่จับจ่ายสินค้ายอดนิยมของทางไต้หวัน พบสารพิษปนเปื้อนในสินค้าหลายชนิด โดยพบสารตะกั่วและแคดเมียมในเห็ด ในหน่อไม้และผักสด พบไฮโดรเจนเปอร์อ็อกไซด์ และ ซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ ส่วนในยาแผนโบราณของจีนหลายตัวยังพบ สารซิลเดนาฟิลไซเตรส ซึ่งสารตัวนี้เป็นส่วนผสมของยาไวอะกร้า ถ้าใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าใช้กับยารักษาโรคหัวใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การนำเข้าสินค้าประเภทอาหารจากจีน มาตรการสุขอนามัยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะใช้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ข่าวคราวสินค้าไทยส่งออกไปจีนถูกกีดกันและตีกลับ โดยอ้างมาตรการสุขอนามัย สินค้านำเข้าจากจีนถูกปฏิบัติเช่นไร ด่านนำเข้า คุ้มครองผู้บริโภคจากอาหารปนเปื้อนสารพิษได้จริงหรือไม่ เพียงใด จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

 

จากการลงพื้นที่ ด่านเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ด่านคมนาคมทางน้ำสายหลักที่มีเรือบรรทุกสินค้าจากจีน ขนาดระวางเท่ากับ 10 คันรถสิบล้อ เข้าเทียบเท่าวันละหลายสิบลำ พบว่า มี 2 หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย คือ สำนักงานอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และ หน่วยกักกันโรคพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วน อย. มีเจ้าหน้าที่ 3 คน คือ หัวหน้าหน่วย เจ้าหน้าที่ตรวจ และเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูล รับผิดชอบการตรวจสินค้าทั้งหมด ทั้งสินค้าที่ขึ้นท่าของทางการและสินค้าที่ขึ้นที่ท่าเอกชน ซึ่งในกรณีของ ผักและผลไม้จากจีนนั้นจะต้องตรวจแบบเร่งด่วนเพื่อรักษาความสดของสินค้า (ไม่เกิน 1 ชั่วโมง)

จากข้อมูลการตรวจด้วยชุดทดสอบในช่วงระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2547 พบว่า สินค้าประเภทผักส่วนใหญ่พบสารฆ่าแมลง เพียงแต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด อาทิ บล็อคโคลี่ กะหล่ำปลีม่วง กะหล่ำดอก เซอร์รารี่ ผักกวางตุ้ง กระหล่ำปลี ถั่วลันเตา ถั่วหวาน ผักกวางตุ้ง (ในช่วงนั้นไม่มีการนำเข้าแอปเปิลและสาลี่) ซึ่งเท่าที่ทางด่านฯ เคยตีกลับสินค้าไปแล้ว คือ เยื่อไผ่ และ เห็ดหูหนูขาว ซึ่งตรวจพบสารฟอกขาวเกินค่ามาตรฐาน

รศ.นิพนธ์ ไชยมงคล อาจารย์ประจำสาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเป็นนักวิชาการฝ่ายวิจัยผักของมูลนิธิโครงการหลวง เห็นว่า มาตรการสุขอนามัยของไทยในเรื่องการนำเข้าและส่งออกไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่เข้มงวดกับการส่งออกตามนโยบายอาหารปลอดภัย (Food Safety) ต่างกับการนำเข้า

“กรณีการนำเข้า ตรวจกับแบบง่ายๆรวดเร็วไม่ละเอียดซึ่งอาจสร้างปัญหากับผู้บริโภคไทย ซึ่งกรณีสินค้านำเข้าจากจีนหลายประเทศตรวจพบสารตกค้างในสินค้าจำนวนมาก บางครั้งอยู่ในขั้นอันตราย จึงออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากจีน แม้แต่ชาที่จีนส่งออกไปยุโรปก็ยังพบสารตกค้าง นี่ขนาดชานะ ไม่ใช่ผัก อย่างในคุนหมิง Organic Consumer Association ตรวจพบสารเคมี 34%-100% แต่ของเรา สินค้าต่างๆเข้ามาง่ายมาก เจ้าหน้าที่ไม่เคยตรวจเจอ สินค้าจีนยังเข้าสู่ไทยเรื่อยๆ ขณะเดียวกันทางการจีนตรวจเราเข้มข้นมาก”

เจ้าหน้าที่ระดับบริหารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า ชุดทดสอบ หรือ เทสต์คิท โดยหลักการแล้วเป็นแค่การตรวจเบื้องต้น มีประโยชน์เพื่อแยกคัดกรองก่อนที่จะนำไปตรวจยืนยันในห้องแล็บอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การใช้ชุดทดสอบนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายประการคือ
1. ความชำนาญของผู้ตรวจ โดยเฉพาะการตรวจหายาฆ่าแมลงนั้น ต้องควบคุมอุณหภูมิ และเวลาอย่างแม่นยำ
2. ต้องควบคุมการรบกวน เนื่องจากใช้ความเข้มของสีเป็นตัวบ่งบอกการปนเปื้อน ปัจจัยภายนอกอาจมีผลทำให้สีเพี้ยนได้
3. ขีดความสามารถของชุดทดสอบมีข้อจำกัด เช่น มีความไวน้อยเกินไป ในกรณีของตรวจสอบสารบอแรกซ์ หากใส่ในจำนวนหนึ่งก็จะทำให้กระดาทดสอบเป็นสีชมพู แต่คู่มือชุดทดสอบระบุว่า ต้องให้เป็นสีแดงเลือดนกเท่านั้น
4. ต้องตรวจให้ถูกเรื่อง เช่นควรตรวจกรดซาลิซิลลิค แต่ใช้ชุดตรวจสารบอแรกซ์ก็จะตรวจไม่พบ
เจ้า หน้าที่ระดับบริหารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุด้วยว่า ชุดตรวจสารฆ่าแมลงจะตรวจได้แค่สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตเท่านั้น ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงนอกกลุ่มนี้ และสารที่ไม่ได้ใช้ในเมืองไทยแล้ว ไม่สามารถตรวจได้ ดังนั้นการตรวจหาสารเคมีปนเปื้อนโดยทั่วไป ผู้ตรวจต้องทราบแน่ชัดก่อนว่า ต้นทางใช้สารอะไร มิเช่นนั้นจะไม่สามารถตรวจหาได้เลย

ต้นเดือนกรกฎาคม กรมวิชาการเกษตรตรวจพบสารเคมีที่ประเทศไทยห้ามนำเข้ามานานแล้วปนเปื้อนในผัก -ผลไม้จากจีน โดยตรวจพบ โมโนโครโตฟอส และ เมวินฟอส (มีพิษเฉียบพลันสูงมาก และมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้สูง ประกาศให้เป็นสารต้องห้ามในประเทศไทย ตั้งแต่ พฤษภาคม 2543) ในพืชตระกูลกะหล่ำ และแอปเปิล สาลี่ที่นำเข้าจากจีน ในรายงานข่าวขณะนั้น ระบุว่า จากปัญหาที่พบทำให้กรมวิชาการเกษตรเตรียมยกร่างและประกาศกฎกระทรวงให้แอ ปเปิลและสาลี่เป็นผลไม้ต้องห้ามที่ต้องผ่านการตรวจสารตกค้างของโรคแมลง สารเคมี และโลหะหนัก ก่อนการนำเข้า คาดว่าจะประกาศให้ใช้เร็วๆนี้ แต่จนถึงขณะนี้ ใกล้จะครบ 1 ปี เอฟทีเอ ไทย-จีนแล้ว ยังไม่มีประกาศใดๆหรือมาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องผู้บริโภค

ผู้บริโภคไทยคงจะต้องับภาระในความเสี่ยงภัยนี้ต่อไป เนื่องจาก รายงานข่าวระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานอาหารและยา ได้เชิญให้เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณไปดูงานที่ด่านเชียงแสนเพื่อขอเพิ่มงบ ประมาณ ซึ่งทางสำนักงบประมาณเห็นดีด้วยที่จะคงการตรวจมาตรฐานสุขอนามัยด้วยชุดทดสอบ ต่อไป

ของดีราคาถูกที่เป็นผลประโยชน์แท้จริงของผู้บริโภคอยู่ที่ไหนยังเป็นคำถามใหญ่ในวันครบรอบ 1 ปี เอฟทีเอ ไทย-จีน

  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • FTA THAI-CHINA
  • 355 reads

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues