Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » ข่าวเอฟทีเอ » แก้ไขทุกขั้นตอนตั้งแต่เปิดรับโรงสีจนถึงขั้นขึ้นทะเบียนชาวนา รื้อเกณฑ์จำนำข้าวสกัดโกง

แก้ไขทุกขั้นตอนตั้งแต่เปิดรับโรงสีจนถึงขั้นขึ้นทะเบียนชาวนา รื้อเกณฑ์จำนำข้าวสกัดโกง

Submitted by info on Fri, 17/08/2012 - 14:23

รัฐบาลจนมุมไม่หลุดทุจริตจำนำข้าว พาณิชย์พล่านเร่งแก้ด่วน ล่าสุดเตรียมทบทวนเกณฑ์รับจำนำใหม่ ก่อนจะเปิดรับ 1 ตุลาคมนี้ เผยจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับโรงสีเข้าโครงการ จนถึงคุมเข้มที่ตัวเกษตรกร ยอมรับแม้ระเบียบเข้มงวด หากมีการร่วมมือกันก็ยังโกงได้

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมที่จะเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูการผลิตปี 2555/2556 คาดว่าจะเริ่มเปิดรับจำนำวันที่ 1 ตุลาคมนี้ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างๆ อยู่ระหว่างการทบทวนกว่า 80% เชื่อว่าจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) อย่างช้าต้นเดือนกันยายนนี้และหลังจากผ่านความเห็นชอบจาก กขช. แล้วกระทรวงพาณิชย์จะประกาศหลักเกณฑ์และแถลงต่อสาธารณชนให้ทราบ เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ

สำหรับหลักเกณฑ์การเปิดรับจำนำข้าวเปลือกนาปีครั้งใหม่ ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเปิดรับโรงสีเข้าร่วมโครงการจะมีแนวทางการป้องกันและหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่จะเข้าร่วมโครงการจะมีมาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้โครงการเปิดรับจำนำข้าวเปลือกนาปีทุกขั้นตอนมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อลดปัญหากระแสสังคมที่กำลังตำหนิว่าโครงการรับจำนำข้าวของภาครัฐเกิดปัญหาการทุจริตหรือสวมสิทธิ์ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก

“ยอมรับว่าแม้ทุกขั้นตอนการเปิดรับจำนำจะมีความเข้มข้น แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแนวทางปฏิบัติ
เพราะแม้ขั้นตอนจะเข้มข้นก็จะมีกลุ่มคนร่วมกันหาช่องทางเพื่อเอาเปรียบหรือทำการทุจริต ดังนั้น ผู้บริหารกระทรวง พาณิชย์จึงต้องการให้หน่วยงานปฏิบัติทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและต้องมีการป้องกันเต็มที่” นางวัชรี กล่าว

ส่วนการดูแลโรงสีที่จะเข้าร่วมโครงการ นั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้อาจจะให้มีการเพิ่มกล้องวงจรปิด ที่ผ่านมาจะเน้นติดเฉพาะคลังสินค้า บริเวณหน้าโรงสีหรือจุดรับจำนำ เบื้องต้นอาจจะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงสีที่เข้าร่วมโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่คาดว่าจะเกิดปัญหาทุจริต เช่น พื้นที่ที่เกษตรกรนำข้าวมาจำนำ บริเวณโกดัง ขั้นตอนการสีข้าว ขั้นตอนการแปรสภาพข้าว เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์

นางวัชรีกล่าวด้วยว่า การเพิ่มกล้องวงจรปิดถือเป็นการเพิ่มต้นทุนผู้ประกอบการ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจะพยายามหาแนวทางลดผลกระทบผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงสี อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ขอแนะนำเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่มาขึ้นทะเบียน เข้าร่วมโครงการกับส่วนราชการภายในวันและเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ในฐานะกรมการค้าภายใน ดูแลธุรกิจคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียง 2 ปีที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้ภาคธุรกิจด้านการเกษตรโดยเฉพาะธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นในประเทศเพื่อนบ้านจะเข้ามาลงทุนภายในประเทศจึงเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องปรับตัว เพราะเออีซีมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่ส่วนราชการมองว่าโอกาสที่ไทยจะไปลงทุนธุรกิจดังกล่าวในต่างประเทศค่อนข้างสูง จึงอยากแนะนำธุรกิจนี้ให้มีการปรับตัว เร่งศึกษากฎระเบียบก่อนที่จะก้าวสู่เออีซี

ด้านนายวินัย เครือประดิษฐ์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ตรวจพบใบประทวนปลอมในการจำนำข้าวเปลือกจำนวนมากจากเกษตรกร นั้น ธ.ก.ส. พร้อมทำการตรวจสอบหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับใบประทวนว่า ปลอมหรือไม่ ก่อนจ่ายเงินให้กับเกษตรกร หลังจากนำข้าวไปรับจำนำกับโรงสีและได้รับใบประทวน เนื่องจากการรับจำนำครั้งนี้ ธ.ก.ส. ทำหน้าที่เพียงการจ่ายเงินเท่านั้น

นายวินัยกล่าวว่า การรับจำนำครั้งนี้กรมส่งเสริม การเกษตรจะทำหน้าที่ออกใบรับรองให้กับชาวนาว่า ปลูกข้าวแต่ละปีจำนวนเท่าใด เมื่อทำการผลิตข้าวแล้ว ชาวนาจะนำข้าวมาจำนำกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยผ่านโรงสีเพื่อรับฝากข้าวไว้ ดังนั้น หากมีใบประทวนปลอม ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบว่ามีปริมาณข้าวตรงตามใบประทวนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายวินัยยอมรับว่า เกษตรกรมีโอกาสได้ใบประทวนหลายใบต่อราย เพราะขึ้นอยู่กับเกษตรกรแต่ละราย จะนำข้าวไปจำนำช่วงใด จึงทำให้ชาวนาแต่ละรายอาจมีใบประทวนหลายใบ ส่วนจะมีการสวมสิทธิ์หรือว่ามีใบประทวนปลอมหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องทำการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินผ่านใบประทวนไปแล้ว 146,000 ล้านบาท ปริมาณข้าว 9.6 ล้านตัน จากเป้าหมาย 9.89 ล้านตัน เป็นเงิน 146,700 ล้านบาท โดยเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน จะครบกำหนดในวันที่ 15 กันยายนนี้

สำหรับแนวทางการเปิดรับจำนำข้าวนาปรังรอบพิเศษ นั้น ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไปแล้วโดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ประชุมในครั้งที่ผ่านมา และรอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยมีเป้าหมายรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2 ล้านตัน วงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท

ส่วนการจำนำข้าวเปลือกนาปีตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554-31 กรกฎาคม 2555 มีเป้าหมายรับจำนำ 7 ล้านตัน เป็นเงิน 120,000 ล้านบาท มีเกษตรกรร่วมโครงการ 1.142 ล้านราย นำข้าวมาจำนำ 6.98 ล้านตัน เป็นเงิน 118,500 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ปิดโครงการไปแล้ว

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานการณ์หนี้สินโดยรวมของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เฉลี่ยแล้วเกษตรกรไทยมีหนี้สิน 103,047 บาทต่อครัวเรือน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 60.9% และหนี้นอกระบบ 39.1% จากที่ก่อนหน้านี้สัดส่วนหนี้นอกระบบอยู่ที่ 37.7% โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้ในวงเงิน 50,000 – 75,000 บาท รองลงมา คือ เป็นหนี้ในวงเงิน 75,000 – 100,000 บาท สำหรับความสามารถในการชำระหนี้ในระบบ เกษตรกรส่วนใหญ่สามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด

ขณะที่กลุ่มผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบนั้น ผู้ที่มีหนี้นอกระบบวงเงิน 50,000 – 100,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วน 15% ของเกษตรกรที่มีหนี้นอกระบบทั้งหมด ในจำนวนนี้ 81% บอกว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้เลย มีเกษตรกรเพียง 15.6% ที่ตอบว่าชำระหนี้ได้ และ 3.1% บอกว่าชำระหนี้ได้บางส่วน ขณะที่กลุ่มผู้ที่มีหนี้นอกระบบวงเงิน 40,001 – 50,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วน 22.4% ของเกษตรกรที่มีหนี้นอกระบบทั้งหมด และถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดนั้น 61.4% บอกว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้เลยมีเกษตรกรเพียง 30% ที่ตอบว่าชำระหนี้ได้ และ 8.6% ตอบว่า ชำระหนี้ได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา กับฤดูกาลเก็บเกี่ยวของปีก่อนหน้า เกษตรกรส่วนใหญ่บอกว่าทั้งกำไรที่ได้รับ ราคาที่ขายได้ จำนวนผลผลิตที่ผลิตได้ ตลอดจนต้นทุนที่ใช้ และการจับจ่ายใช้สอย และการออมเท่าเดิม สะท้อนว่านโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โดยเกษตรกรยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง และแม้ผลผลิตจะขายได้ราคาดี แต่ต้นทุนก็ไม่ได้ถูกลง ดังนั้น การรับจำนำสินค้าเกษตรจึงไม่ได้ส่งผลให้หนี้สินของเกษตรกรลดลงแต่อย่างใด

http://www.naewna.com/business/18573
  • แนวหน้า
  • การค้าและการลงทุน
  • 75 reads
  • Printer-friendly version
  • PDF version

 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Creative Commons License

เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นี้ใช้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 (Creative Commons Attribution 3.0 License) สามารถนำไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง และจ่ายแจกได้ ขอเพียงระบุที่มาเท่านั้น พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม

l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา l

drupal stats
viewsSyndicate content