ลุยยุโรปมั่นใจส่งออกทะลุเป้า พาณิชย์เร่งทำเอฟทีเอ-ผสานทุกกลยุทธ์!
การนำทีมรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนคณะใหญ่ เหินฟ้าไปเยือนเยอรมนีและฝรั่งเศส ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเจรจาการค้าการลงทุน ผลักดัน การส่งออกสินค้าและบริการของไทยสู่สหภาพยุโรป (อียู) ระหว่างวันที่ 17-22 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับ อย่างดีพอสมควร
โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่หลักผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการของไทยให้ได้ตามเป้าหมายขยายตัว 15% ในภาพรวม และโฟกัสเฉพาะการส่งออกไปยุโรปต้องขยายตัวให้ได้ 5% ในห้วงช่วงที่ยุโรปกำลังประสบปัญหาความยากลำบากเผชิญภาวะวิกฤติหนี้และวิกฤติเศรษฐกิจนั้น จึงเป็นภารกิจที่หนักหนายิ่งของ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ และ “นันทวัลย์ ศกุนตนาค” อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็น 2 หัวหอกที่นำทีมกระทรวงพาณิชย์ออกลุยศึกร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้
โปรแกรมกำหนดการเจรจาต่อรองและการร่วมมือทางการค้ากับภาครัฐและผู้ประกอบการต่างชาติในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องลงลึกในรายละเอียดของแผนกลยุทธ์และการปฏิบัติ จึงอัดแน่นตลอดทั้งวันและทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับรัฐมนตรีการค้าของเยอรมนีและฝรั่งเศส เพื่อลดอุปสรรคและหาโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมถึงการพบเจรจากับกลุ่มเอกชนผู้นำเข้าอาหารและสินค้าไทยรายใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้มีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น ตลอดจนการจัดงานเทศกาลอาหารไทยในห้างหรูยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี และการจัดงาน “ไทยซีเล็ค” ประชาสัมพันธ์แนะนำอาหารและร้านอาหารไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานให้สื่อมวลชนด้านอาหารของฝรั่งเศสนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของการนำ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังเจรจากับกลุ่มนักธุรกิจเยอรมนีที่รวมตัวกันแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบยกในการเจรจากับรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ คือ การขอผ่อนผันการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ประเทศไทยถูกยกให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ Upper Middle Income หรือมีรายได้ในระดับปานกลางจากเดิมอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้อียูตัดสิทธิ GSP ทำให้ไทยต้องกลับมาเสียภาษีที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยไปยุโรปสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยมีราคาแพงกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆที่นำเข้าสินค้าชนิดเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มถูกตัดสิทธิ์ในต้นปี 2557 นี้ โดยทางออกขณะนี้นอกจากการขอผ่อนผันให้ยังคงให้ GSP ไทยแล้ว ยังต้องเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีหรือ FTA ระหว่างไทยกับอียูโดยเร็วที่สุดด้วย
โดยนายบุญทรงกล่าวว่า ได้ให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมเริ่มเปิดการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียูภายในปีนี้ เพื่อให้เสร็จทันเวลาก่อนที่ไทยจะถูกอียูตัดสิทธิ GSP ซึ่งได้พูดเปิดทางกับผู้นำรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศไว้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เขาจะต้องนำเข้าไปหารือในคณะกรรมการอียู นอกจากนี้ จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าของยุโรปต่างต้องการให้ไทยเร่งเปิดเอฟทีเอไทย-ยุโรป เพื่อลดผลกระทบจากการถูกตัด GSP เพราะผู้นำเข้ามีความพึงพอใจและต้องการนำเข้าสินค้าจากไทย จึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้มาเป็นอุปสรรคและคงรอช้าไม่ได้
ส่วนสถานการณ์ส่งออกในปีนี้ มั่นใจว่าจะพยายามทำให้ได้ทะลุเป้าที่ 15% ส่วนเป้าส่งออกยุโรปที่กำหนดโต 5% จากปีก่อนจะพยายามอย่างเต็มที่ แม้เศรษฐกิจยุโรปยังวิกฤติทำให้ประชาชนลดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ แต่การส่งออกอาหารซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันจะต้องไม่ให้ลดลง โดยจะเปิดตลาดของสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพ สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ ปลอดสารพิษ อาหารสำเร็จรูป และสินค้าโอทอป รวมทั้งจะผลักดันให้มีการนำเข้าไก่สดเพิ่มขึ้น หลังอียูยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าไก่จากไทยแล้ว นอกจากนี้ จะเร่งแก้อุปสรรคการนำเข้าผักสดที่มีปัญหาการตรวจสอบสารตกค้างในพืชผักโดยจะให้ส่งเจ้าหน้าที่จากฝรั่งเศสประสานความเข้าใจในทางปฏิบัติกับหน่วยงานไทย เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทาง ขณะที่การหารือถึงผลกระทบและแนวโน้มหรือโอกาสสินค้าผ้าผืน และแฟชั่นของไทยนั้น ยังคงมีทิศทางที่ดี โดยได้ขอความ ร่วมมือการพัฒนาแบรนด์สินค้าแฟชั่นไทย จากสถาบันแฟชั่นของฝรั่งเศส เพื่อให้การออกแบบและผลิตสินค้าตรงกับความต้องการของตลาดอียู
ด้านนางนันทวัลย์กล่าวว่า อาหารไทยยังมีศักยภาพในการส่งออก โดยเชื่อมั่นว่าปีนี้ตลาดส่งออกอียูจะขยายตัวได้ 5% ตามเป้า โดยไทยส่งออกมาอียู ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 คิดเป็นมูลค่า 9,143 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (281,550 ล้านบาท) หรือลดลง 11% จากปีก่อน ซึ่งได้ปรับแผนเพื่อกระตุ้นตลาด โดยเน้น กิจกรรมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้าไปยังประเทศต่างๆ เพื่อเจรจาหาช่องทางการขยายตลาดใหม่ๆ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการผลักดันให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทยด้วย
เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด


