อากาศเลวร้ายจุดวิกฤติราคาอาหาร
โลกจ่อเผชิญวิกฤติอาหารรอบใหม่ หลังสภาพอากาศเลวร้ายกระทบเพาะปลูกหลายพื้นที่ รุนแรงกว่าปี 2550-2551 ที่เกิดประท้วงใน 30 ประเทศ
โลกกำลังเสี่ยงเผชิญกับวิกฤติอาหารรอบใหม่ เนื่องจากเกิดสภาพอากาศเลวร้ายในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญๆ ของโลก สร้างความเสียหายแก่พืชผลจำนวนมาก และกระตุกราคาอาหารพุ่งสูง คล้ายกับภาวะช็อกจากราคาอาหารที่เคยเกิดขึ้น จนส่งผลให้เกิดความไม่สงบด้านการเมืองและสังคมในปี 2551 และ 2553 ซึ่งจุดกระแสชุมนุมประท้วงอาหารแพงในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เฮติไปจนถึงบังกาเทศ
อย่างในสหรัฐ ที่กำลังเผชิญกับภาวะภัยแล้งหนักหนาสุดในรอบกว่า 50 ปี ดันราคาสินค้าภาคเกษตรทำสถิติใหม่ โดยราคาข้าวโพดและถั่วเหลืองพุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน ทุบระดับสูงสุดจากวิกฤติอาหารปี 2550-2551 ขณะที่ผลผลิตข้าวโพดในสหรัฐคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งโลก
เช่นเดียวกับอาหารประเภทถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่สะเทือนถึงประเทศอื่นๆ ตั้งแต่อียิปต์จนถึงจีน โดยราคาข้าวสาลีทะยานขึ้นกว่า 50% ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่ถึงกับทุบสถิติเดิม แต่สูงกว่าระดับราคาเมื่อปี 2553 ที่รัสเซียห้ามการส่งออก
ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) "โฮเซ่ กราซิอาโน ดา ซิลวา" ระบุว่า ค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอาหารที่ปรับสูงขึ้นในขณะนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยากจนและด้อยโอกาส ซึ่งค่าใช้จ่ายราว 75% ของรายได้หมดไปกับค่าอาหาร
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ราคาอาหารที่พุ่งทะยานเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระแส "อาหรับ สปริง" หรือการชุมนุมโค่นล้มผู้นำในประเทศอาหรับและแอฟริกาเหนือในปี 2554
นักวิเคราะห์โภคภัณฑ์จากราโบแบงก์ "นิก ฮิกกินส์" ระบุว่า การประท้วงเรื่องราคาอาหารเป็นความเสี่ยงที่แท้จริง แม้ราคาข้าวสาลีจะไม่ได้พุ่งแตะระดับสูงเท่ากับเมื่อปี 2551 แต่เป็นระดับที่ค่อนข้างสูง และจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีความสามารถต่ำในการจ่ายค่าอาหารที่แพงขึ้น
พื้นที่เกษตรสำคัญในสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะแห้งแล้งและฝนตกเบาบาง ส่งผลให้เกษตกรแทบไม่เหลือความหวังกับผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองที่เหี่ยวแห้งคาไร่ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรของสหรัฐประเมินว่า ผลผลิตข้าวโพดอาจลดลง 12%
นักอุตุนิยมวิทยา เตือนว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของข้าวโพดและถั่วเหลืองน่าจะแห้งแล้งต่อไปในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่เทรดเดอร์ปรับลดคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดในสหรัฐประมาณ 8-15%
สหรัฐ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดอาหารโลก ในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่ทั้งในส่วนข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี ดังนั้น ผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในสหรัฐจึงอาจสะเทือนไปทั่วโลก
ปัจจุบัน ราคาข้าวโพดพุ่งขึ้น 40% นับจากเดือนมิถุนายน ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล ส่วนราคาถั่วเหลืองทะยานขึ้น 30% แตะระดับสูงสุด ส่วนราคาข้าวสาลีกระฉูดขึ้น 50%
น่าสังเกตว่า ไม่ใช่แค่ภัยแล้งในสหรัฐ แต่ความแปรปรวนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กำลังกระทบต่อเกษตรกรทั่วโลก ทั้งในละตินอเมริกาที่เผชิญภัยแล้ง สร้างความเสียหายต่อผลผลิตถั่วเหลือง หรือในอังกฤษที่ข้าวสาลีเสียหายจากฝนตกหนัก รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันในรัสเซียที่กระทบต่อการปลูกข้าวสาลี
นอกจากนี้ การขาดแคลนอาหารยังเกิดจากการนำข้าวโพดและถั่วเหลืองจำนวนมหาศาลไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อีกทั้งจีนยังสั่งซื้อและสำรองธัญพืชเชิงยุทธศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ส่งแรงกดดันต่ออุปทานที่มีจำกัด
ผู้บริโภคหนีไม่พ้นผลกระทบจากราคาโภคภัณฑ์อาหารที่แพงขึ้น ราคาข้าวสาลีจะกระทบโดยตรงจากการซื้อสินค้าในร้านค้า เพราะเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตขนมปังและอาหารพื้นฐานอื่นๆ ส่วนข้าวโพดและถั่วเหลืองมักใช้เลี้ยงปศุสัตว์ เมื่อราคาเพิ่มขึ้นก็จะพลอยให้ราคาเนื้อสัตว์แพงขึ้นด้วย
นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่า ภาวะเงินเฟ้อจากราคาอาหารอาจยิ่งซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางศักยภาพที่จำกัดของตลาดเกิดใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด


