‘NGO’ภาคเหนือ ลุกฮือต้านปลอดเทงบสร้างเขื่อน!
เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือออกแถลงการณ์คัดค้าน “ปลอด” เร่ขายทีอาร์โอ 3 แสนล้านบาท ชี้เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมจี้รัฐบาลเร่งทบทวน เพราะการสร้างเขื่อนไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ วอนดึงทุกภาคส่วนเข้ามีส่วนร่วมตัดสินใจ
มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอและชาวบ้าน ในนามเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม เรื่อง “หยุด เงินกู้ 300,000 ล้านบาท ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” โดยระบุว่า ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เร่ขาย TOR 3 แสนล้าน ให้กับบริษัทเอกชนและบริษัทต่างชาติ เพื่อให้มาจัดการเรื่องน้ำของประเทศไทยทั้งระบบนั้น ถือเป็นการอัปยศเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่แนวทางและแผนงานในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจน ในทางกลับกัน รัฐบาลยังมีแผนหมกเม็ดที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติอย่างน้อย 5 แห่ง ซึ่งต้องทำลายป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาตินับแสนไร่ ซึ่งสวนทางกับการเพิ่มพื้นที่ป่าเป็นอย่างยิ่ง
แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของรัฐบาลจึงสับสนในตัวเอง คือ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยการทำลายป่านับแสนไร่ อาทิ เขื่อนแม่วงก์ กว่า 11,000 ไร่, เขื่อนแก่งเสือเต้นกว่า 65,000 ไร่ เขื่อนต้นน้ำปิง ที่จะต้องทำลายป่าในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และเขื่อนวังชมพู ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะสร้างเขื่อนหมกเม็ดไว้ใน TOR อีกรวมแล้ว 21 เขื่อน การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของรัฐบาลจึงเป็นการทำลายป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียมากกว่า ทั้งที่โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลหมกเม็ดไว้ใน TOR นั้นยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชน ที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โครงการใดๆ ของรัฐที่จะกระทบต่อประชาชนและสาธารณะในทางลบและทางบวกจะต้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยโครงการขนาดใหญ่ เขื่อนที่มีความจุน้ำเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือน้ำท่วมเกิน 1 หมื่นไร่ หรือพื้นที่ชลประทานมากกว่า 8 หมื่นไร่ ยังไม่ผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งถือว่าผิดขั้นตอนและผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 อย่างชัดเจน
เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาเรื่องน้ำมาโดยตลอด เห็นว่า รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจน โปร่งใสให้เกิดขึ้นก่อน โดยการเปิดเผย TOR 3 แสนล้านต่อสาธารณชน และรัฐบาลควรยุติแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำโดยการทำลายป่า โดยใช้แนวทางการจัดการน้ำชุมชนเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศไทย
การเชื้อเชิญนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติมาวางแผน มาลงทุนทำโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลหมกเม็ดไว้ใน TOR นั้น เปรียบได้กับการขายสมบัติแผ่นดิน ขายป่าไม้ของคนไทยทั้งประเทศให้กับบริษัทเอกชนไทยและบริษัทต่างชาติ อย่าลืมว่ารัฐบาลเป็นเพียงลูกจ้างของประชาชนที่เข้ามาบริหารประเทศเพียงชั่วคราวเท่านั้น จึงต้องฟังเสียงประชาชนเจ้าของประเทศ ว่ายินยอมให้รัฐบาลผลาญทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลานของพวกเราหรือไม่
เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหันมาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ใช้แนวทางการจัดการน้ำชุมชนเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศไทย
ความเร่งรีบเสมือนว่าโครงการเหล่านี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วจะทำให้น้ำไม่ท่วม อยากให้รัฐบาลกลับไปทบทวนว่าปีที่ผ่านมาน้ำท่วมก็มาจากน้ำมือการจัดการ ไม่ใช่ไม่มีเขื่อน และเขื่อนก็ทำให้น้ำท่วมหนักขึ้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า แต่รัฐบาลยังเห็นชอบที่จะให้มีการสร้างเขื่อนต่อไป ไม่ได้เอาบทเรียนปี 2554 มาทบทวน การคิดโครงการคิดจากนักสร้างเขื่อนแทบทั้งสิ้น ไม่ได้หาแนวทางการจัดการน้ำที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ และดึงทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วม และการจัดการต้องดำเนินการทั้งลุ่มน้ำ และเพื่อหวังกู้เงิน ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบเงินกู้ จึงต้องชวนให้ต่างชาติเข้าร่วมทุน เป็นการกระทำที่ไม่เปิดเผยข้อมูลและบอกประชาชนไม่หมด
ขอฝากกับรัฐบาลว่า ถ้ากระบวนการเหล่านี้ไม่สมบูรณ์ จะทำหนังสือทุกประเทศที่จะเข้ามาร่วมทุนในคราวนี้ ว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 สิ่งที่พวกเราเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่คัดค้านอย่างเดียวตามที่รัฐบาลเข้าใจ
เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด


