"ซีพี"มอง"พม่า"ขุมทรัพย์ใหม่ขยายอาณาจักร"ครัวโลก"
ประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่าปีนี้จะเป็นปีที่ทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มองหาโอกาสในการลงทุนและซื้อกิจการใหม่ในกลุ่มที่เกี่ยวกับธุรกิจอาหารเพิ่มเติมอีก หลังเข้าซื้อกิจการในประเทศเวียดนามและจีนแล้ว
นโยบายการลงทุนของซีพีเอฟ เพิ่มเติมจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษ "อดิเรก ศรีประทักษ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพีเอฟ ตามรายละเอียดต่อไปนี้
- นโยบายการลงทุนของซีพีเอฟ
ปีที่ผ่านมาซีพีเอฟมียอดขายรวม 2 แสนล้านบาท หลังซื้อธุรกิจในจีนและเวียดนาม คาดว่าปีนี้ยอดขายจะโตเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 50-60% และยังมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนต่อไป เพื่อสร้างการเติบโตตามยุทธศาสตร์ครัวของโลก ผ่าน 3 แนวทางหลัก ประกอบด้วย 1.การเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหรรมสู่อาหาร และสร้างแบรนด์อย่างครบวงจร 2.ขยายพื้นที่ที่ลงทุนให้กว้างขึ้น โดยปัจจุบันลงทุน 12 ประเทศ ครอบคลุมประชากร 3,000 ล้านคน 3.การซื้อกิจการเนื่องจากมูลค่าตลาดหรือมาร์เก็ตแคป ปัจจุบันที่่ 3 แสนล้านบาท เป็นขนาดที่มีกำลังซื้อธุรกิจได้ง่ายขึ้นและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง แต่ละปีซีพีเอฟมีกระแสเงินสดเกินกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี และโดยปกติซีพีเอฟตั้งเงินลงทุนขยายกิจการปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท
การซื้อกิจการเพื่อควบรวมให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น ในปัจจุบันมีหลายบริษัทนำเสนอขายกิจการมาให้ซีพีเอฟพิจารณาหลายบริษัท ซึ่งทางบริษัทต้องมีการคัดเลือกให้ดี ซื้อแล้วต้องเสริมธุรกิจและทำให้เกิดประโยชน์
- การลงทุนในประเทศพม่า
ซีพีเอฟไม่ได้ลงทุนพม่า ผู้ลงทุนคือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ซึ่งได้เข้าลงทุนเมื่อ 15 ปีก่อนหน้านี้แล้ว
วันนี้พม่าเริ่มเปิดประเทศ มีการปรับค่าเงินให้เป็นสากลมากขึ้น และเรื่องประชาธิปไตยก็เริ่มชัดเจน จึงมองว่าวันนี้พม่าเป็นประเทศที่เนื้อหอมมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ สนใจเข้าไปลงทุน
เครือซีพี ถือเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมไปสู่อาหาร ในส่วนไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็นเบอร์หนึ่งในพม่า อยู่แล้ว หลังจากนี้พม่าจะเติบโตเร็วเชื่อว่าทางเครือซีพีจะขยายในพม่ามากขึ้น
- แนวทางในการลงทุนในพม่า
ทุกประเทศที่ซีพีเอฟและเครือซีพีเข้าไปลงทุนจะเริ่มจาก FEED หรืออาหารสัตว์ และ FARM หรือการเลี้ยงสัตว์ก่อน และมองหาโอกาสในการขยายสู่ธุรกิจสัตว์น้ำ หลังจากนั้นจะเข้าไปสู่ธุรกิจอาหารเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นกลยุทธ์หลักที่ใช้ในเมืองไทยและทุกประเทศที่เข้าไปลงทุนรวมทั้งประเทศพม่า
การลงทุนของซีพีจะคำนึงถึง 3 ประโยชน์เป็นหลัก ทำให้เกิดการประทับใจในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยใน 3 ประโยชน์จะคำนึงเรื่อง 1.เกิดประโยชน์กับประเทศนั้นๆ 2.ประชาชนประเทศนั้นรวมทั้งเกษตรกรต้องได้ประโยชน์ 3.บริษัทก็ต้องได้ประโยชน์
ก่อนเครือซีพีเข้าไปลงทุนในประเทศพม่า เมื่อ 15 ปีก่อนหน้า พม่าขาดแคลนเนื้อไก่ ไม่มีไก่ขาว ส่วนไก่พื้นเมืองเลี้ยงแบบชาวบ้าน มีปัญหาเรื่องโรค ราคาไก่แพงมาก ไม่พอต่อการบริโภค แต่หลังจากซีพีเข้าไปผลิตเนื้อสัตว์ เกิดความสม่ำเสมอเรื่องซัพพลายที่เข้าไปสู่ตลาดให้คนบริโภค และเกษตรกรมีการปรับมาเลี้ยงไก่ ที่โตเร็วเหมือนบริโภคในเมืองไทยและยุโรปจนรัฐบาลเข้าใจ ว่าเข้าไปช่วยพัฒนาเหมือนในประเทศจีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม ทุกประเทศที่เข้าลงทุนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
- หลังเปิดประเทศ การขยายการลงทุนของเครือซีพีจะเป็นรูปแบบใด
วันนี้ในเครือทำเรื่องพันธุ์ข้าวโพด เป็นเบอร์หนึ่งในพม่า ได้รับความนิยมมาก และเลี้ยงไก่ เรื่องสัตว์น้ำกำลังจะเริ่มเหมือนกัน เพราะว่าพม่ามีชายฝั่ง ศักยภาพพม่าเป็นประเทศเกษตร และเกษตรต้องเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เป็นอาหารป้อนให้คนในประเทศ และส่งออกได้ เป็นการสร้างสินค้าหลักของประเทศ เราจะขยายในแนวทางนี้เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม พม่ายังมีการเติบโตไม่มาก เพราะกำลังซื้อจำกัด เงินลงทุนจากต่างประเทศยังน้อย ที่ผ่านมาอาศัยการขายผลิตผลการเกษตร ผลิตการประมง และขายก๊าซ โดยรวมกำลังซื้อไม่มากแต่หวังว่า โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น ทวาย จะมีเม็ดเงินและการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปมาก และการเปิดประเทศจะมีหลายประเทศมุ่งลงทุนเพิ่มเพราะมีฐานผู้บริโภคภายในประเทศ 50 ล้านคน มีทรัพยากรอีกมาก กำลังซื้อจะเยอะขึ้นและสินค้าของเราเป็นสินค้าอาหารจะขายดีขึ้น
- ในพม่าจะมีโปรดักต์แชมเปี้ยนอะไรบ้าง
ในพม่ามีสินค้าประเภทอาหาร เช่น ไส้กรอก มีแบรนด์สินค้าของซีพีจำหน่ายในห้าง มีไก่ย่างห้าดาว มีซีพีเฟรชมาร์ท และวันนี้เราเป็นผู้นำเรื่องอาหารสัตว์ อาหารสัตวน้ำ ไก่ เป็นเบอร์หนึ่งและอาหารสำเร็จรูปจะเบอร์หนึ่งต่อไป
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจในพม่าคงไม่ได้เร็วมาก แม้จะเปิดประเทศก็ตาม แต่ช่วงแรกต้องใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน เพราะเรื่องการเมืองต้องปรับตัว เศรษฐกิจค่อยเป็นค่อยไปในช่วงต้น เพียงแต่เราต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม เวลาเขาปรับตัวเปลี่ยนแปลง ต้องปรับให้ทันเพื่อไม่ให้ขาดโอกาสทางการตลาด
ภายในปี 2015 จะชัดที่สุด หลายอย่างจะถูกขัดเกลาให้เกิดภาพที่ชัดขึ้น ในช่วงที่่่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เกิด และระบบการเมือง ซึ่งมีการเลือกตั้งใหม่จะเห็นชัดว่าเสถียรภาพเป็นอย่างไร การลงทุนต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกัน
- แนวทางการซื้อกิจการเพิ่มเติมของซีพีเอฟ
ในปีนี้อย่างน้อย 1-2 บริษัทที่เรามองไว้ เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ไม่ออกนอกไลน์ ส่วนที่เสนอมามีทั้งธุุรกิจในประเทศอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย อาเซียน ส่วนอังกฤษข่าวที่ออกมาทางซีพีเอฟไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อเบิร์ดอาย ได้ปฏิเสธไปแล้ว
สำหรับการลงทุนในประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโดยสัดส่วนเงินลงทุนที่วางไว้ 1.2 หมื่นล้านบาท 6 พันล้านใช้สำหรับลงทุนในเมืองไทยและอีก 6 พันล้านใช้ลงทุนต่างประเทศ แต่หากซื้อธุรกิจจะมีเพิ่มเป็นพิเศษอีก
ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซีพีเอฟคาดการณ์ยอดขายเพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาท จากสิ้นปีนี้ที่คาดว่ายอดขายประมาณ 3 แสนล้านบาท และปีนี้รายได้ต่างประเทศจะมากกว่าในประเทศหลังฐานรายได้จากการลงทุนต่างประเทศมีมากกว่าในเมืองไทย
- ทิศทางราคาสุกร-ไก่
แนวโน้มมีขึ้นลงตามกลไกตลาด สินค้าเนื้อสัตว์ เป็นสินค้าคอมมูนิตี้ ราคาจึงขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ บาางครั้งของขาดมีปัญหาเรื่องโรค ราคาก็จะปรับขึ้น แต่บางครั้งของเกินหรือกำลังซื้อตก โรงเรียนเปิดเทอม คนใช้เงินน้อยกำลังซื้อก็อ่อนลง ราคาลด
ต้องยอมรับความเป็นจริง ในสินค้ากลุ่มนี้ ปรับตัวของมันเอง ไม่สามารถควบคุมได้ บางช่วงต้องขาดทุน บางช่วงก็กำไร แต่โดยหลักต้องทำให้มีประสิทธิภาพให้ดี ประหยัด ต้นทุนถูก ทำสินค้าคุณภาพดีให้ประชาชน ผู้บริโภคเชื่อถือจึงจะยืนอยู่ได้
ที่มา มติชนออนไลน์
เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด


