คลังระดมความเห็น ยุโรปจี้ไทยลดภาษีเหล้า
ปัญหา การเปิดเสรีสุรายังเป็นที่ถกเถียงกันมาตลอด ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง จัดโครงการสัมมนาเวที FPO Forum เสวนาเรื่อง "ความตกลงเขตการค้าเสรีกับสินค้าสุรา:จะเปิดหรือปิด" ภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป เพื่อรับฟังและระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน และนำข้อสรุปไปจัดทำท่าทีการลดภาษีภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป
โดย นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า กระทรวงการคลังได้ระดมความเห็นจากกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หน่วยงานด้านสาธารณสุข และผู้ประกอบธุรกิจผลิตสุรา เพื่อกำหนดท่าทีเจรจาเอฟทีเอในสินค้าสุรากับยุโรปที่ต้องการให้ไทยลดอากรนำ เข้าสุราลง 90% ภายใน 7 ปี จากส่วนใหญ่สินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอัตราอากรศุลกากรอยู่ที่ 54% หรือ 60% ในปัจจุบัน
ปัจจุบันไทยไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้าเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ 133.54 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 4,646.81 ล้านบาท หรือ 1.13% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากยุโรปในปี"50 ที่มี 11,776.01 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปคิดเป็น 67.25% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ ไทยลดภาษีนำเข้าสุราในเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) เหลือ 0% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่สุราในประเทศเหล่านี้ไม่ใช่สุราหลักที่คนไทยบริโภค โดยกว่า 70% เป็นสุราที่นำเข้าจากยุโรป ดังนั้น หากไทยลดภาษีนำเข้าสุราจากยุโรปตามข้อเสนอ อาจมีผลกระทบแรงกว่าที่ไทยดำเนินการกับอาฟต้า ทั้งนี้ เนื่องจากกรมสรรพสามิตมีสัดส่วนรายได้จากภาษีสุราค่อนข้างสูง ถือเป็นรายได้หลักสูงสุด 1 ใน 4 รายการ ได้แก่ รถยนต์ น้ำมัน สุรา และยาสูบ
"หาก ไทยปรับลดภาษีดังกล่าวตามข้อเสนอของยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในและต่าง ประเทศ เพราะจะมีเหล้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในไทยมากขึ้นหรือไม่ อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก รัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษี และส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย เป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนหารือเพื่อนำไปสู่การกำหนดท่าทีเป็นแนวทางให้กรม เจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นผู้เจรจากับยุโรปต่อไป โดยไทยอาจให้น้ำหนักผลกระทบด้านสุขภาพมาเป็นข้ออ้างแสดงเหตุผลไม่ให้ยุโรปนำ เรื่องนี้มาเจรจาแลกเปลี่ยนการเปิดเสรีสินค้าสำคัญของไทยได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถทีมเจรจาของไทยด้วย" นายสาธิต กล่าว
ขณะ ที่นายธนากร คุปตจิตต์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การอ้างประเด็นเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคไม่มีน้ำหนัก เพราะเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนอุตสาห กรรมในประเทศที่เป็นสินค้าหลักจะเห็นว่าตลาดบริโภคส่วนใหญ่มาจากสินค้าใน ประเทศ ดังนั้นนโยบายการบริโภค การค้า ภาษีหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ใช้เพื่อจัดการปัญหาอันตรายที่สืบเนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรต้องครอบคลุมส่วนแบ่งตลาด 99% ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศด้วย
เพราะ ฉะนั้น การถอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากรายการเจรจาต่อรองข้อตกลงเขตการค้าเสรี ยุโรป-ไทย จะส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ตลาดยุโรปของผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยที่มี ราคาต่ำกว่า อีกทั้งไม่ควรมีภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมใด ได้รับข้อยกเว้นจากข้อตกลงทวิภาคีอื่นๆ
ด้าน น.พ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กระทรวงสาธารณสุข มองว่าในกระบวนการเจรจาข้อตกลงการค้าควร แสดงความมุ่งมั่นไม่เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเป็นเบี้ยในการเจรจา เช่นเดียวกับอาฟต้าอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ที่จัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้นอกกลุ่มสินค้าที่ต้องลดภาษี เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขัดต่อหลักศาสนา เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำคู่ขนานไป คือรักษาและพัฒนามาตรการในประเทศให้เข้มแข็ง ผลักดันนโยบายระดับนานาชาติ ผ่านช่องทางอื่นที่เป็นเรื่องอ่อนไหว ศาสนา คุณค่าชีวิต ความสงบสุข และด้านสุขภาพ

