อาฟต้าหนุนส่งออกรถยนต์
เศรษฐกิจติดดิน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
จากรายงาน ตัวเลขยอดการส่งออกรถยนต์เดือนมิ.ย.53 โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องในระดับสูงถึง 95.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว คิดเป็นจำนวนรถยนต์ส่งออก 69,279 คัน ส่งผลทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี"53 ประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศ 418,178 คัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีที่แล้วที่มีเพียง 234,822 คัน ถึง 78.1%
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลก คือ ผลของการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีภายใต้กรอบความตกลงอาเซียน(อาฟต้า) ซึ่งมีประชากรในกลุ่มประเทศสมาชิกรวมกันกว่า 500 ล้านคน
และตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค.53 สินค้าในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนทั้งหมดได้มีการลดภาษีศุลกากรลงเหลือ 0% ในกลุ่มประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ จึงคาดว่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนมีโอกาสที่จะ ขยายตัวสูงถึง 86-91% ในปีนี้
โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกจะยังคงมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากมีหลายบริษัทที่จะเริ่มส่งออกรถยนต์จากสายการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก แต่อัตราการขยายตัวช่วงครึ่งปีหลังคงชะลอลงมาอยู่ที่ 65-74% จาก 120% ในครึ่งปีแรก เนื่องจากผลของฐานเปรียบเทียบในปีก่อนที่สูงขึ้น
อย่าง ไรก็ตาม การเปิดเสรีภายในอาเซียนทำให้สินค้าบางประเภทได้รับผลกระทบด้านลบ เช่น รถบัสและรถบรรทุก รวมถึงกระปุกเกียร์ เป็นต้น ซึ่งมีการนำเข้ามายังไทยเพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ปัญหาและ ความไม่พร้อมในแง่ต่างๆ ของไทยทั้งในด้านกฎระเบียบของภาครัฐ เช่น ปัญหาเรื่องเอกสารต่างๆ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขาดศูนย์ทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศ
ประกอบ กับปัญหาจากนอกประเทศ เช่น มาตรการที่มิใช่ภาษีต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัญหาในการส่งออก และไม่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่
ส่วนแนว ทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ดังกล่าว ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันและเร่งเข้าไปดูแล เพื่อลดอุปสรรคให้กับผู้ประกอบการ
เพื่อช่วยขยายโอกาสในการส่งออก สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนไทย รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่น่าลงทุนในภูมิภาค ในระยะยาว

