ถ่วงกม.ภาษีที่ดิน-คลังยันไม่ทันใช้ปีหน้า เซ็งกฤษฎีกายื้อกองทุนเงินออมชรา
รายงาน ข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ(กอช.) ยังอยู่ระหว่างการพิจาณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 12 ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง เนื่องจากมีอดีตรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงการคลังหลายคน ทำให้มีการพิจารณาล้วงลึกไปในรายละเอียดของการจัดตั้งกองทุน การจ่ายเงินสมทบและเงินสะสม รวมไปถึงได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ปัญหาหากไม่มีแรงงานนอกระบบสนใจเข้าเป็น สมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เรียกเจ้าหน้าที่เข้าไปชี้แจงแล้วหลาย ครั้งแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะส่งร่างกฎหมายกลับมาให้รัฐบาลได้เมื่อไหร่
"ร่างกฎหมายจัดตั้งกอช.ได้ส่งไปยังกฤษฎีกานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะส่งกลับมาเพื่อให้รัฐบาลผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ สภาในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ โดยเข้าใจว่าร่างกฎหมายอาจมีการปรับปรุงแก้ไขอีกมากหรือถึงขั้นรื้อใหม่เป็น ร่างใหม่ของกฤษฎีกาด้วยซ้ำ ซึ่งการตั้งกอช. ถือเป็นเรื่องใหม่ กระทรวงการคลังเข้าใจว่าคณะกรรมการทุกท่านหวังดีอยากให้กฎหมายออกมาดีที่สุด และสมบูรณ์ที่สุด แต่ทำให้ล่าช้าออกไปจากเดิม โดยมองว่าการจัดตั้งกองทุนนี้คงไม่ทันเดือนม.ค. 54 เพราะกว่าจะผ่านกระบวนการของสภาและการทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายก็ต้อง ใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง" รายงานข่าวระบุ และว่า ที่ผ่านมากระทรวงการคลังทำประชาพิจารณ์เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอ
นอกจากนั้นร่างกฎหมายอื่นที่ค้างอยู่ที่กฤษฎีกาก็ไม่คืบหน้า โดยเฉพาะร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่เสนอไปประมาณ 3 เดือนแล้ว โดยทางคณะกรรมการกำลังตรวจสอบข้อกฎหมายโดยละเอียดและนำไปเปรียบเทียบกับร่าง กฎหมายเดิมที่เคยจัดทำและเสนอไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อดูข้อได้เปรีบบเสียเปรียบและภาระของประชาชน ซึ่งเข้าใจว่าจะปรับปรุงข้อกฎหมายให้แตกต่างจากฉบับที่เสนอไปไม่น้อย และยังต้องผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง จึงไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นร่างกฎหมายของกระทรวการคลังฉบับใดได้เข้าสู่การ พิจารณาของสภาในสมัยประชุมนี้ที่จะเริ่มในเดือนส.ค.-ต.ค.53 รวมถึงร่างพ.ร.บ.การเงินการคลังฉบับใหม่ด้วย โดยหากกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกา กระทรวงการคลังจึงจะเสนอร่างพ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อมให้รมว.คลัง ผลักดันต่อไป
อย่างไรก็ตามมองว่าการผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งกอช. ซึ่งเป็นนโยบายของรมว.คลังที่ตั้งใจให้ออกมาบังคับโดยเร็วเพื่อช่วยสนับสนุน การออมหลังเกษียณของแรงงานนอกระบบ คงต้องเป็นแรงผลักดันจากการเมืองเพื่อให้สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น ส่วนบทบาทของกฤษฎีกาเข้าใจว่าทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่รัฐบาลเสนอไป แต่ปัจจุบันถือว่ามีอำนาจหน้าที่ค่อนข้างมากในการพิจารณาลงลึกในรายละเอียด และขอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายใหม่ ซึ่งแม้จะเป็นข้อดีทำให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์ขึ้น แต่ในทางกลับกันก็ทำให้เกิดความล่าช้า จึงทำให้ร่างกฎหมายคั่งค้างอยู่ที่กฤษฎีกาจำนวนมาก

