อนาคตรัฐสวัสดิการ ในสายตาประชาชน
รายงานพิเศษ
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ร่วมกับภาคีหลายองค์กรดำเนิน กระบวนการที่เรียกว่า "ประชาเสวนา" โดยสุ่มตัวแทนประชาชนคนธรรมดามาพูดคุยกันเรื่องสวัสดิการสังคมของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า และเชื่อว่าการมีสวัสดิการที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นสาเหตุ ของความขัดแย้งในสังคมได้
มีตัวแทนประชาชนในวงประชาเสวนา 14 จังหวัด ประกอบด้วย น่าน ลำพูน กำแพงเพชร ภาคกลาง ปทุมธานี สระบุรี ระยอง กาญจนบุรี สุรินทร์ ขอนแก่น หนองคาย เลย ชุมพร กระบี่ และสงขลา
โดย มีการจัดลำดับความสำคัญสวัสดิการ 6 ประเภทที่ควรทำคือ การศึกษา การรักษาพยาบาล การพัฒนาทักษะแรงงาน สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ สวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน และสวัสดิการสำหรับผู้ด้อยโอกาส
น.ส.สุว รรณา ตุลยวศินพงศ์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนพ.ค.52 โจทย์ใหญ่คือ อยากรู้ว่าสวัสดิการสังคมในอีก 10 ปีข้างหน้าของคนไทยควรเป็นอย่างไร
ผลจากกระบวนการเสวนานี้ พบว่าตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านการศึกษาให้ประชาชน ทุกคนมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานของชีวิต และจะนำมาซึ่งโอกาสในด้านต่างๆ ที่จะทำให้มีชีวิตที่ดี โดยอยากให้รัฐเข้ามาดูแลให้ทุกคนมีการศึกษาพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาล-ม.6 สวัสดิการการศึกษาต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลักในการศึกษา เช่น ค่าเทอม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ โดยผู้ปกครองออกเองบางส่วน
ส่วนการเรียนใน ระดับมหาวิทยาลัย ยังมีความเห็นแตกต่างทั้งที่คิดว่าควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า กับกลุ่มที่เห็นว่าควรให้เฉพาะกลุ่มยากจนแต่เรียนดี อาจให้เฉพาะสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ เพื่อไม่ให้เด็กจบปริญญาตรีมาแล้วตกงาน เป็นปัญหาว่างงาน
อันดับ สองคือ การรักษาพยาบาล โดยรัฐควรเน้นเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล ให้มีมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ดีและเพียงพอ พัฒนาแพทย์แผนไทยให้ความรู้แก่ชุมชนเพื่อที่ประชาชนจะดูแลกันเองได้ในกรณี เจ็บป่วยเล็กน้อย สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เช่น การออกกำลังกาย
สำหรับสวัสดิการเรื่องอื่นๆ ซึ่งตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญรองลงมาตามลำดับคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน และผู้ด้อยโอกาส เพราะหากรัฐบริหารจัดการสวัสดิการเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาลได้อย่าง มีประสิทธิภาพ จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้มีปัญหาด้านอื่นๆ น้อยลง
นอกจากนี้ ในการเสวนายังเปิดให้ตัวแทนประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับภาษี มูลค่าเพิ่ม(แวต) จาก 7% เป็น 10% เพื่อนำภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นมาจัดสวัสดิการทั้ง 6 ประเภท
ตัวแทน ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าหากรัฐสามารถจัดสวัสดิการทั้ง 6 ประเภทได้อย่างมีคุณภาพตามที่ประชาชนต้องการจริง พวกเขายินดีจ่ายภาษีเพิ่ม แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการรั่วไหลของงบประมาณหรือทุจริตคอร์รัปชั่น
แต่ตัวแทนประชาชน บางส่วนเห็นว่าควรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% เฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เหล้า บุหรี่ และภาษีคนรวย (ที่ดิน มรดก) อีกส่วนหนึ่งเสนอว่า หากรัฐสามารถจัดเก็บภาษีให้ครบทุกคน จัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหล ก็น่าจะมีเงินพอจะมาทำสวัสดิการเหล่านี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่ม เป็นต้น
ผลที่ได้จากการประชาเสวนาดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้ภาครัฐเพื่อ ใช้พิจารณาประกอบการจัดทำแผนการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมไทยให้สอดคล้องกับ ความต้องการของภาคประชาชนตามที่รัฐบาลได้มีการกำหนดให้สังคมสวัสดิการเป็น วาระแห่งชาติ
โดยมีการกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี "60 จะให้ประชาชนได้รับสวัสดิการถ้วนหน้าต่อไป

