Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » ข่าวเอฟทีเอ » มาร์ควาดหวัง ‘รัฐสวัสดิการ’ เกิด‘2559-60’

มาร์ควาดหวัง ‘รัฐสวัสดิการ’ เกิด‘2559-60’

Submitted by info on Sat, 31/07/2010 - 11:39

สภาพัฒน์สับแหลก ชี้ภาครัฐบริหารงานอ่อนยวบ คิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตนจนเกิดความเหลื่อมล้ำ เผยแผนฯ 11 เน้นสร้างภูมิคุ้มกัน 6 ด้าน ก่อนประชุมสรุปในต้นเดือนสิงหาคม "มาร์ค" ฝันหวานรัฐสวัสดิการเต็มรูปเกิดในปี 2559-2560 "เพื่อไทย" ชี้เพ้อฝัน ไปไกลให้เด็กท่องสโลแกน "ชวน-อภิสิทธิ์" สร้างหนี้หลังเคารพธงชาติ

นาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ว่า สภาพัฒน์อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (ปี 2555-2559) โดยได้กำหนดเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาคเป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมาไทยเผชิญกับความเสี่ยงที่สำคัญหลายด้านคือ การบริหารงานของ ภาครัฐที่อ่อนแอ อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนไม่เคารพกฎหมาย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม กฎ กติกา

นาย อาคมยังกล่าวต่อว่า ยังมีการดำเนินงานของภาครัฐไม่โปร่งใส ไม่สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไมเป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สร้างความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเห็นได้จากการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงถึง 80% และการใช้แรงงานราคาถูก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก ส่งผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้

"โครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้านอายุ คุณภาพ ความรู้และทักษะ เนื่องจากมีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่าวัยเด็ก และวัยแรงงานลดลง ถือเป็นภาระงบประมาณของภาครัฐ นอกจากนี้ การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ ทำให้ค่านิยม ที่ดีงามเสื่อมถอย แตกความสามัคคี และฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ทั้งการขาดแคลนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง" นายอาคมกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงของประเทศ

เขากล่าวว่า สภาพัฒน์ได้กำหนดแนวทางลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ 6 ด้าน คือ 1.ต้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขให้คงอยู่ตลอดไป 2.การจัดให้ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่น คงด้านอาหารของประเทศ 3.การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย 4.การสร้าง สังคมไทยให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม 5.ชุมชนต้องมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงเป็นสังคมสวัสดิการ และ 6.ต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นเอกราชและเป็นมิตรกับนานาประเทศ

"แผนฯ ฉบับที่ 11 จะไม่เน้นการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ ซึ่งหากทำได้ตามแผนเชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีในอนาคตจะขยายตัวได้มากกว่า 4-5% โดยรายละเอียดของแผนทั้งหมดจะนำเสนอในการประชุมประจำปี 2553 ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 11 ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และประกาศใช้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2554" นายอาคมระบุ
วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาและมอบนโยบายให้แก่คณะกรรมการส่งเสริมการ จัดสวัสดิการสังคมทั่วประเทศในการดำเนินงานตามกฎหมายส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคม เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติและนำผลการสัมมนาไปใช้ประกอบในการจัดทำกรอบ แผนปฏิบัติการการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ปี 2560 ซึ่งจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดทั่วประเทศ ผู้แทนส่วนราชการ องค์กรเอกชนเข้าร่วม

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า รัฐบาลถือว่านโยบายรัฐสวัสดิการสังคมเป็นนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากแก้ไขปัญหาด้านของเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังส่งผลอย่างมากต่อศักยภาพของคนไทยและประเทศในระยะกลางและยาวด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่สามารถก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมซึ่งมีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ให้มาเป็นระบบ มีความมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็จะดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ไม่ให้การสร้างระบบสวัสดิการสังคมนั้นกลายเป็นระบบซึ่งไม่สามารถที่จะรักษา ได้ในที่สุด ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอดเวลากว่า 18 เดือน ได้มีการวางรากฐานสำคัญในเกือบทุกด้าน

"รัฐบาลได้ดำเนินการในการที่จะ ปูพื้นฐานไปสู่การมีสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาตินั้น ผมได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าระบบทั้งหมดนี้จะสามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบ สวัสดิการสังคมที่ชัดเจน มีความเป็นระบบ มีความมั่นคง และมีความยั่งยืน โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่า ปี 2559 หรือปี 2560 ก็จะเป็นระบบที่ทุกคนสามารถที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน และขอยืนยันว่า การดำเนินนโยบายทางด้านนี้ ทุกกรณีรัฐบาลได้ให้ความสำคัญศึกษาล่วงหน้าถึงตัวเลขที่จะเป็นภาระค่าใช้ จ่ายและงบประมาณ เพื่อไม่ให้กระทบกับฐานะหรือความมั่นคงทางด้านการคลัง" นายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยได้จัดกิจกรรมพบปะประชาชนภาคเหนือ ณ ตลาดนัดจตุจักร อ.เมืองฯ จ.ลำพูน โดยได้จัดเวทีเสวนาการเมืองเรื่อง "ปัญหาหนี้สินของรัฐและหนี้สินประชาชน" โดยมีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง, นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมช.คลัง, นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ และนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ร่วมเสวนา มีประชาชนเข้าร่วมฟังประมาณ 500 คน

นายสุชาติกล่าวว่า วันนี้ประเทศมีหนี้ทั้งสิ้น 4.2 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลนี้สร้างหนี้จนถึงสิ้นปีนี้ 1.3 ล้านล้านบาท ประชาชนเป็นหนี้คนละ 7 หมื่นบาท แต่หากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบายคือ 1.แก้ปัญหาหนี้ ใครมีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ก็จะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 5 ปี 2.จะเดินหน้าปราบยาเสพติด 3. เอาหวยใต้ดินขึ้นมาไว้บนดิน และส่งเด็กนักเรียนปีละ 1 ล้านทุน

นายพิชัยกล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถกู้เงินมาชำระหนี้ได้ เพราะขณะนี้ประเทศมีหนี้เกิน 50% ซึ่งขัดกับกฎของธนาคารโลกที่ห้ามประเทศที่มีหนี้เกิน 50% ไปกู้เงินเพิ่ม สำหรับรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลนี้ประกาศไว้ก็เป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะต้องมีฐานภาษีเกิน 50% แต่ขณะนี้เรามีฐานภาษีแค่ 17%

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตอนนี้การโกงไม่ใช่ 10-20% แล้ว แต่เป็น 40% และถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเสนอให้หลังเคารพธงชาติจะให้เด็กนักเรียน ท่องว่า รัฐบาลชวนสร้างหนี้ 1.1 แสนล้านบาท ทำให้เราต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างหนี้ 1.5 ล้านล้านบาท และทำให้เราต้องจ่ายหนี้ 9 หมื่นล้านบาทต่อปี

  • ไทยโพสต์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 76 reads

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues