คลังหวั่นช่วยหนี้เน่าเกษตรกรจะส่งเสริมวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้
คลังหนุน ธ.ก.ส. ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความเรื่องช่วยลูกหนี้เน่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนา เกษตรกร ที่มีหลักประกันคุ้มมูลหนี้ หวั่นส่งเสริมวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร โดยการลดภาระหนี้ 50% ให้กับสมาชิกที่มีภาระหนี้สินไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท และต้องเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2552 ซึ่งขณะนี้มีปัญหากรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาพิจารณา กรณีที่ลูกหนี้มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันมากกว่ามูลหนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. ไม่สามารถตัดเป็นหนี้สูญได้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การยกหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีหลักประกันคุ้มมูลหนี้หรือสูงกว่ามูลหนี้ จะยิ่งเป็นการส่งเสริมเรื่องพฤติกรรมการเบี้ยวหนี้ เป็นการส่งเสริมให้คนที่มีความสามารถในการชำระหนี้พากันไม่จ่ายหนี้ ทำให้เสียวินัยในการชำระเงิน
“คลังลงความเห็นว่า หากให้เดินหน้าโครงการนี้กับ ธ.ก.ส. ต่อ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการเลียนแบบที่ไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังเองก็พยายามเจรจาต่อรอง เพื่อลดเงื่อนไขพิเศษที่เสนอขอความช่วยเหลือเกษตรกรแบบที่มากเกินไปแล้ว” นายสถิตย์ กล่าว
ดังนั้น เงื่อนไขในโครงการแก้หนี้ เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในช่วงผ่อนชำระอยู่ที่ระดับเอ็มอาร์อาร์ลบ 3% ของเงินต้นที่เหลือ 50% โดยดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจะได้รับการลดทั้งหมดเมื่อเกษตรกรลูกหนี้ได้ชำระ หนี้งวดสุดท้ายแล้วเมื่อครบ 15 ปี และกรณีที่เกษตรกรผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ ธนาคารสามารถดำเนินคดีตามปกติได้ และเกษตรกรลูกหนี้รายนั้นต้องรับภาระหนี้ทั้งหมดที่จะถูกเรียกเก็บ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่พักไว้ตามเดิม รวมทั้งดอกเบี้ยที่ยังไม่เรียกเก็บด้วย
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ยืนยันให้ ธ.ก.ส. นำเรื่องดังกล่าวส่งให้กฤษฎีกาตีความ เพื่อให้สามารถตัดภาระหนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ตามมติ ครม.
สำหรับ ลูกหนี้เสียของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้ง 4 ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีทั้งสิ้น 8 หมื่นราย เป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. จำนวน 5.2 หมื่นราย รวมมูลหนี้ทั้งหมด 1.1 หมื่นล้านบาท และเป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเกินมูลหนี้ มีสัดส่วนถึง 80% ของลูกหนี้ที่รับมาดูแล หรือเป็นมูลหนี้ 8,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำหลักทรัพย์ที่ดินมาเป็นหลักประกันจำนอง

