อานิสงส์ ศก.โลกฟื้น-น้ำมันรั่วอ่าวเม็กซิโกดันส่งออกกุ้งสดใส
สถาบันอาหาร ฟันธงอนาคตกุ้งไทยสดใส ส่งออกเติบโตเกือบ 12 %ต่อปี ในไตรมาสแรกปีนี้ คิดเป็นมูลค่า 20,594 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้น 26.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากปัจจัยบวก ทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และความได้เปรียบประเทศคู่แข่ง
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยถึงแนวโน้มกุ้งไทยในตลาดโลกว่า กุ้งไทยเป็นสินค้าที่มีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกสูงมาก ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งของไทยเติบโตเฉลี่ย 12 %ต่อปีสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลกที่ 4 %ต่อปี จากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบกุ้งที่มีคุณภาพสูง แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีความชำนาญในการผลิตและแปรรูป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยผลิตกุ้งได้ 5 00,000 ตันต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่ 80 %หรือ 4 00,000 ตัน ใช้เพื่อการส่งออก สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ปีละ 90,000 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งรวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปใหญ่เป็น อันดับ 1 ของโลกเหนือคู่แข่งอย่าง เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกกุ้งของไทยที่สำคัญอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐตามด้วยญี่ปุ่น สภาพยุโรป แคนาดาเป็นต้น สำหรับในปีนี้คาดว่านี้การส่งออกกุ้งไทยมีโอกาสขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่องจาก ปัจจัยบวก ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความได้เปรียบประเทศคู่แข่ง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวส่งผลให้ ความต้องการบริโภคอาหารทะเลโดยเฉพาะกุ้งมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ประกอบกับการส่งออกกุ้งไทยยังได้รับผลดีจากการที่ผลผลิตกุ้งของคู่แข่งสำคัญ อย่างอินโดนีเซีย และบราซิล ลดปริมาณลงไปมากจากปัญหาโรคไวรัสกล้ามเนื้อขุ่น ระบาดอย่างรุนแรง ขณะที่จีนประสบภาวะอากาศหนาวเย็นส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมีน้อย
นายอมร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ตลาดนำเข้าสำคัญอย่างสหรัฐฯก็ ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมันจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในบริเวณอ่าว เม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งการทำประมงสำคัญของสหรัฐฯ จึงคาดว่าจะส่งผลให้สหรัฐฯ มีความต้องการนำเข้าอาหารทะเลรวมทั้งกุ้งเพิ่มสูงขึ้นเพื่อชดเชยผลผลิตภายใน ประเทศ และการส่งออกกุ้งของไทยไปยังสหรัฐฯ ยังได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) จากสินค้ากุ้งแช่แข็งและกุ้งแปรรูป ทำให้ในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกกุ้งของไทยมีปริมาณ 90,461 ตันคิดเป็นมูลค่า 20,594 ล้านบาท ปริมาณเพิ่มขึ้น 21.06 %และมูลค่าเพิ่มขึ้น 26.11 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

