เสรีโลจิสติกส์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
สาขาโลจิสติกส์เป็นสาขาหนึ่งที่ต้องเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลง AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) เพื่อเปิดตลาดการค้าบริการระหว่างกันภายในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการค้าบริการที่มีความคืบหน้ามากที่สุด โดยสาขาโลจิสติกส์มีเป้าหมายการเปิดเสรีในปี"56
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนจะค่อยๆ ทยอยเปิดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 49% ในปี"51 จากนั้นเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 51% ในปี"53 และ 70% ในปี"56
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจหลีกเลี่ยงได้ยากหากมีการเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์ ทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศอาเซียนและประเทศนอกอาเซียนที่อาจเข้ามา ลงทุนจัดตั้งบริษัทเสมือนนิติบุคคลสัญชาติอาเซียน ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ มีความพร้อมทุกด้าน จึงอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่สาขาโลจิสติกส์ในไทย ที่ยังดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมเพียงกิจกรรมเดียวไม่ครบวงจร
ประเมินว่า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศอาจมีมูลค่าประมาณ 800,000 ล้านบาท ในปี"52 ในจำนวนนี้ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางบก ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเปิดให้ผู้ให้บริการต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากขึ้น นั้น คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 380,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการขนส่งในประเทศรายใหญ่น่าจะยังสามารถรักษาสถานะในการแข่งขันได้
สำหรับผู้ประกอบการขนส่งเอสเอ็มอีนั้น ในระยะยาวหากผู้ให้บริการต่างชาติและผู้ให้บริการขนาดใหญ่มีการขยายขอบ เขตบริการให้ครอบคลุมเครือข่ายและพื้นที่การให้บริการมากขึ้น อาจส่งผลกระทบมาถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กในลักษณะคล้ายกับธุรกิจค้าปลีกใน ปัจจุบันได้
แต่หากมองในด้านบวก การเปิดเสรีโลจิสติกส์จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยเข้าไป ทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปิดประตูไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านของอาเซียนที่มีพรมแดนติดต่อกัน โดยเฉพาะจีน
ส่วนผู้ประกอบการที่น่าจะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมากคือ ธุรกิจเกี่ยวกับขนสินค้าทางถนนประเภทสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งวัตถุอันตราย
โดยคาดว่า ในปี"53 การค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทย มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ อาจมีมูลค่าประมาณ 750,000-790,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 16.0-22.0% จาก 646,813 ล้านบาท ในปี"52

