ใช้ประโยชน์อาฟต้า
เอ็กซิมแบงก์
ภายใต้เป้า หมายในการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หนึ่งในภารกิจสำคัญที่เป็นกรอบนำร่องของการมุ่งสู่จุดหมายดังกล่าวคือ การเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ต้องลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% สำหรับสินค้าที่อยู่ในบัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 99% ของจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53
ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ พม่า สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่ม IL จนเหลือ 0% ภายในปี"58 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า
สำหรับสินค้าที่จะได้ประโยชน์จากอาฟต้า ต้องเข้าข่ายองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ 1.แต้มต่อทางภาษี สะท้อนจากส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีปกติ และอัตราภาษีพิเศษภายใต้อาฟต้า แม้กว่า 99% ของสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกับประเทศในอาเซียนเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษี นำเข้าภายใต้อาฟต้า แต่มีสินค้าจำนวนไม่น้อยที่มีอัตราภาษีนำเข้าปกติเท่ากับ 0% อยู่แล้ว ถือได้ว่าสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับแต้มต่อทางภาษี ทำให้ผู้ส่งออกรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องส่งออกโดยใช้สิทธิอาฟต้า ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า และมีค่าใช้จ่ายมากกว่า
2.การใช้สิทธิ ประโยชน์อยู่ในระดับต่ำ แม้สินค้าบางประ เภทได้รับแต้มต่อทางภาษีภายใต้อาฟต้า อาทิ การส่งออกเสื้อ ผ้าสำเร็จรูปไปอินโดนีเซีย เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ ไม่เป็นไปตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น หรือบางประเทศมีการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างเข้มงวด
3.ความ สามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอาจด้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในอาเซียน ทำให้ไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่ง อาทิ การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกไปอินโดนีเซีย แม้สินค้าไทยได้แต้มต่อด้านภาษีในอัตราสูง ขณะเดียวกันอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ก็สูงกว่า 80% แต่ไทยกลับเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในสินค้าดังกล่าว และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้อาฟต้าเช่นเดียวกัน

