ยึด"ขอนแก่น"นำร่องประกันภัยข้าวความหวังชาวนาเมื่อภัยแล้งคุกคาม
หลังความพยายามของผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้ลงพื้นที่ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาว จ.ขอนแก่น ได้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร (ข้าว) นานนับสัปดาห์ หลังจากที่ "ขอนแก่น"
ได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องประกันภัยข้าว ผลปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยยอดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ มีเกษตรกรตัดสินใจซื้อประกันภัยข้าวทั้งสิ้น 1,159 ราย
ภายหลังการปิดรับประกันภัยข้าวในปี 2553 ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และบริษัทประกันภัย อย่าง "สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย" ก็ได้ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ด้วยการเปิดเวทีชี้แจงยุทธศาสตร์ประกันภัยข้าว ที่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออคิด เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการร่วมรับฟังกันอย่างคับคั่ง
สามารถ เผ่าภูไทย ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขอนแก่น เผยถึงที่มาของโครงการประกันภัยข้าวในพื้นที่นำร่องว่า เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นมา โดย ธ.ก.ส.ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมมือ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ บริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โดยการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิค เพื่อทำการประกันภัยพืชผลให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น
ผลการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ในฤดูกาลผลิตปี 2553 ปรากฏว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,159 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.ที่กู้เงินไปลงทุนด้านการเกษตร โดยหากกู้ไป 1 หมื่นบาท เกษตรกรจะต้องจ่ายเบี้ยประกัน 464 บาท รวมวงเงินกู้สำหรับการประกันกว่า 16 ล้านบาท และเป็นเงินที่เกษตรกรต้องชำระค่าเบี้ยกว่า 7.4 แสนบาท โดยพบว่าในเขตพื้นที่ อ.พล มีเกษตรกรเข้าร่วมมากที่สุด 131 ราย รองลงมาได้แก่ อ.น้ำพอง 120 ราย และอ.แวงน้อย 119 ราย
ทั้งนี้ หากพื้นที่ปลูกได้รับความเสียหายจากภัยแล้งจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 25% แต่หากพื้นที่ปลูกเสียหายรุนแรงจะได้รับค่าสินไหมสูงถึง 40% ของจำนวนเงินกู้ที่เอาประกันภัย ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรกู้เงินไป 1 หมื่นบาท หากนาข้าวประสบภัยแล้งรุนแรงก็จะได้รับเงินชดเชยถึง 4,000 บาท
"ปีนี้นับว่าเป็นปีแรกที่เราเริ่มดำเนินการนำร่องโครงการประกันภัยอย่าง แท้จริง หลังจากที่ปีการผลิตที่ผ่านมา มีการนำร่องแค่ 5 อำเภอ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 100 รายเศษ แต่เกษตรกรไม่ได้มีการจ่ายเบี้ยประกันภัย และเบี้ยชดเชยจริง และจากผลการประเมินในปีที่แล้วพบว่า หากมีการจ่ายสินไหมทดแทนตัวเลขค่อนข้างต่ำ เพราะภัยแล้งไม่รุนแรงมากนัก อย่างไรก็ตามในปีนี้ ซึ่งเป็นปี 8 สองหนซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณจะเป็นปีที่แล้งหนัก หากเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อว่าโครงการประกันภัยข้าวจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง" นายสามารถ กล่าว
ความจริงเรื่องการประกันภัยพืชผลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2513 จากการประกันภัยฝ้าย แต่โครงการดังกล่าวก็ชะงักเรื่อยมา เพราะเกิดความเสียหายในไร่ฝ้ายเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยประสบภาวะขาดทุน ประกอบกับเครื่องมือที่ใช้ประเมินความเสียหายเป็นที่ถกเถียงระหว่างบริษัท ประกันภัยและเกษตรกร
"การประกันภัยพืชผลในอดีต ใช้วิธีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรายแปลง ซึ่งทำให้มีต้นทุนที่สูง และสะท้อนไปถึงเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และอีกประการหนึ่งการใช้ผู้ประเมินรายแปลงมักก็จะมีข้อโต้แย้งระหว่างบริษัท ประกันภัยและเกษตรกรผู้เอาประกันภัยว่า ผู้ตรวจประเมินรายแปลงมีความแม่นยำหรือไม่ และจะเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนว่าจะไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงข้อถกเถียงดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการนำเอาเครื่องมาทางวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดเกณฑ์ภัย แล้ง" ดร.จุฑาทอง จารุมิลินท หัวหน้าฝ่ายนโยบายประกันภัย สำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงถึงเกณฑ์การตรวจนาข้าวที่ประสบภัยแล้ง
ส่วนดัชนีที่จะนำมาชี้วัด คือ ปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน โดยอาศัยเครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำฝนจากสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดขอนแก่น ที่ปัจจุบันมีอยู่ 34 สถานีครอบคลุมทั้ง 26 อำเภอ ซึ่งการใช้มาตรวัดมิเตอร์เป็นผู้ประเมินนั้น ถือเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด เพราะเป็นวิธีการประเมินทางวิทยาศาสตร์ สามารถบอกสถิติปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ย้อนหลังไปถึง 30 ปี
การประกันภัยข้าว จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรหากประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้จ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 606 บาท แต่ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง เพราะจากการศึกษาพบว่าต้นทุนการทำนาอยู่ที่ไร่ละ 3,200 บาท แต่หากเกษตรซื้อประกันภัยข้าวก็จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้าง หลักประกันให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง
ดร.จุฑาทอง ยังระบุด้วยว่า หลังนำร่องประกันภัยข้าวในพื้นที่นำร่อง จ.ขอนแก่น แล้ว ภายในปี 2555 สศค.มีเป้าหมายว่าจะขยายการประกันภัยพืชเศรษฐกิจ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ให้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสาน
ด้าน วราวรรณ เวชชสัสถ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์และบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.ถือเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรและบริษัทประกัน ในการซื้อขายประกันภัยข้าว แต่ในอนาคต คปภ.มีนโยบายที่ขยายช่องทางการขายประกัน ภัยสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) โดยอาจจะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายประกันภัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ เช่น ประกันภัยข้าว อาจผ่านทางผู้นำชุมชนเป็นตัวแทนจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงการประกันภัยพืชผลการเกษตรอย่างทั่วถึง
ขณะที่ ทองล้วน โคกแปะ อายุ 53 ปี ชาวบ้านหนองบัวคำมูล ตำบลภูคำ อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าว บอกว่า ได้ไปกู้เงินกับ ธ.ก.ส.เพื่อไปลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวอีกด้วย โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยไป 464 บาท ปกติจะทำนาปลูกข้าวจำนวน 15 ไร่ ได้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ตัน
ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าว แม้จะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายชดเชยก็ตาม แต่นายทองล้วน บอกว่า เกรงว่าปีนี้นาข้าวจะประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ลงมือปักดำต้นกล้าเลย แม้ต้นกล้าพอเหมาะกับการดำนา แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีฝนตกลงมาแต่อย่างใด
การใช้ "ขอนแก่น" เป็นจังหวักดนำร่องในโครงการประกันภัยข้าว นับเป็นอีกความหวังของชาวนาเมื่อถึงเวลาภัยแล้งคุกคามจนสร้างความเสียหายต่อ ผลผลิต อันนำมาซึ่งการขาดทุนและเป็นหนี้ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

