"มาร์ค"ทุ่ม876ล้านสำรวจประชากร สร้างฐานข้อมูลแห่งชาติกรุยทางสู่"รัฐสวัสดิการ"
รัฐบาลทุ่มงบประมาณ 876 ล้านบาท สำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.นี้ หวังนำข้อมูลมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อบริการที่ทั่วถึง สภาพัฒน์ชี้หวังได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อ วิเคราะห์โครงสร้างสังคมไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดการประชุมมอบนโยบายและเปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ว่า ปีนี้ครบกำหนดที่ต้องสำรวจสำมะโนประชากรครั้งใหม่ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้กำหนดให้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.นี้ ถือเป็น การจัดสำรวจครั้งที่ 11 และวาระครบรอบ 100 ปีการทำสำมะโนประชากร หลังจากเริ่มทำเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ในชื่อ ของการจัดทำบัญชีพลเมือง เพื่อนับจำนวนประชากร ซึ่งได้มีการสำรวจครบทั้งประเทศในปี 2453 โดยพบว่ามีจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 8.1 ล้านคน
"การจัดทำสำมะโน ประชากรนอกจากจะใช้เป็นฐานข้อมูลจำนวนประชากรแล้ว ยังจะนำมาเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลอย่างแม่นยำ เพื่อให้จัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน การสำรวจสำมะโนประชากรจึงจะช่วยให้รัฐมีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการมาขึ้นทะเบียนเป็นรายครั้ง"
โดยการสำรวจครั้งนี้ รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 876.8 ล้านบาท เพื่อส่ง เจ้าหน้าที่กว่า 7 หมื่นคนลงพื้นที่สำรวจให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนจะมีการประมวลผลเบื้องต้นให้เสร็จภายใน 3 เดือน และได้ผลสำรวจที่สมบูรณ์ภายใน 6 เดือน
ในสภาพที่สังคมไทยกำลังเริ่ม เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การมีข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้มีสวัสดิการต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วของจำนวนประชากรแฝง หรือคนต่างด้าว ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลเข้าใจสภาพที่แท้จริงของประชากร"
ข้า ราชการและนักบริหารส่วนท้องถิ่น จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้การสำรวจครั้งนี้สำเร็จราบรื่นด้วยดี จึงขอให้ช่วยกันชี้แจงให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจถึงวัตถุ ประสงค์และให้ความร่วมมือในการแจ้งข้อมูลตามจริง
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า สภาพัฒน์เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการสำรวจครั้งนี้ เพราะต้องนำข้อมูลมาเป็นพื้นฐานในการวางแผนพัฒนา ข้อมูลที่คาดหวังได้แก่ โครง สร้างทุนทางเศรษฐกิจได้แก่ เพศ วัย อาชีพ รายได้ ซึ่งควรจะลงลึกถึงการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าเป็นครอบครัวเดี่ยวหรือไม่
"การ มีโครงสร้างครอบครัวเดี่ยวหรือเป็นครอบครัวแบบกงสี บ่งบอกถึงการยึดโยงของสังคม และการสะสมทุนที่เปลี่ยนจากการสะสมในรูปของครอบครัว เป็นการสะสมแบบปัจเจกบุคคล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องคิดต่อไปในอนาคตว่าจะต้องสร้างบ้านพักคนชราเพิ่ม หรือจะดึงกลับให้ไปอยู่ในรูปแบบครอบครัวเหมือนเดิม"
ขณะที่ข้อมูลการ ใช้ทรัพยากรเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการใช้คาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ เพราะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งไทยยังไม่มีข้อมูลทางการในเรื่องนี้ ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลไปต่อสู้ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ

