'มาร์ค'ล้วงลูก พณ.บี้อธิบดีส่งออกเขียนรายงานแจง
"มาร์ค" ล้วงลูกกระทรวงพาณิชย์ บี้อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เขียนรายงานเคลียร์ หลังมีหนังสือ - บัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนสายตรงถึงนายกฯ...
เมื่อวัน ที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมตรี ได้เรียกนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เข้าพบ เพื่อชี้แจงกรณีที่มีหนังสือและบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนสายตรงถึงนายกฯ ในการดำเนินการโครงการต่างๆ ของกรมส่งเสริม การส่งออก กระทรวงพาณิชย์ โดยใช้เวลาชี้แจงประมาณ 30 นาที
ต่อมาเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการชี้แจงของนางศรีรัตน์ว่า เมื่อมีข่าวและการร้องเรียนในรูปแบบต่างๆ หลายโครงการจึงเชิญมาพบ โดยนางศรีรัตน์ระบุว่า มีโครงการซึ่งใช้เงินกองทุน มีคณะกรรมการอนุมัติในโครงการต่างๆ ตนตั้งข้อสังเกตให้ดูแลเรื่องวงเงินให้รัดกุม เหมาะสมกับโครงการต่างๆ และหากมีการจัดซื้อจัดจ้างให้มีการแข่งขัน โดยนางศรีรัตน์รับปากว่า จะดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนข้อสงสัยต่างๆ นางศรีรัตน์พร้อมที่จะชี้แจง มีโครงการหลายโครงการ ในลักษณะที่ออกใบปลิวร้องเรียน จะพาดพิงไปหลายโครงการ ซึ่งตนจะให้ทำรายงานมาอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่นานเพราะเป็นรายละเอียดที่กรมมีอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพราะเป็นเรื่องที่ได้ข้อมูลมา ต้องให้ชี้แจงก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลพยายามให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการดูแลเรื่องการทุจริต จะใช้โอกาสนี้ทำเป็นตัวอย่างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พยายามทำอยู่ ขณะนี้สภาหอการค้าเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้มีรูปแบบในการทำความตกลงร่วมกัน ระหว่างเอกชนกับเอกชน เอกชนกับรัฐ เพื่อให้การแข่งขันทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานของรัฐ เกิดความโปร่งใส เมื่อถามว่า มีข้อมูลในการตัดสินใจดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังวันนี้แค่ได้พูดคุยเบื้องต้นถึงข้อร้องเรียนที่เป็นเรื่องหลัก
เมื่อ ถามว่า หลักการใช้เงินของกรมส่งเสริมการส่งออก อยู่ในรูปแบบของการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นรายละเอียดที่นางศรีรัตน์จะชี้แจงมา นอกจากนี้ตนได้บอกไปด้วยว่า บทบาทของกรมและกองทุนส่งเสริมการส่งออกว่า ปัจจุบันลักษณะของงาน น่าจะปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะแวดล้อมการค้า วิธีการทำธุรกิจซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งออกกับกรมความจริงมัน น่ามีการปรับเปลี่ยนอยู่แล้ว ซึ่งนางศรีรัตน์เห็นด้วยว่า ต้องเป็นงานในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งลักษณะของโครงการย่อยๆ น่าจะน้อยลง ทั้งหมดเป็นเรื่องของบทบาทของกรมและกองทุนฯ เพราะสภาพการค้าเปลี่ยนแปลงไป
นาง ศรีรัตน์ระบุว่า งานบางอย่างอยู่ในระบบราชการไม่คล่องตัว แต่เมื่ออยู่นอกระบบราชการ การกำกับดูแลยากขึ้น ต้องหาความพอดี ซึ่งการมีกองทุนและกรรมการกองทุน เป็นความพยายามที่จะเพิ่มความยืดหยุ่น หากบทบาทของภาครัฐเหมาะสม ผมคิดว่าเรื่องความโปร่งใส และปัญหาการทุจริตน่าจะแก้ไขได้ดีขึ้น เมื่อถามว่า สาเหตุที่รัฐต้องจัดงบให้กับกองทุนฯ เพราะเงินที่กองทุนฯ อยู่ในอัตราติดลบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสภาพก่อนหน้านี้ อัตราดอกเบี้ยคนละเรื่องกับสภาพปัจจุบัน

