ปฏิรูปประเทศ ไทยสไตล์หอการค้า "ดุสิต"เปิดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม
ทีมเศรษฐกิจ
ในช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังแสวงหา "แนวทางการปฏิรูปประเทศ ภายใต้แผนปรองดองของนายกรัฐมนตรี" ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประเทศชาติเดินหน้าต่อไปจาก การสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในทุกระดับชั้น
"ภาคเอกชน" เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องนี้เช่นกัน "หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหอการค้าต่างประเทศเป็นสมาชิก" จึงได้จับมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย จัดทำ "แผนปรองดองแห่งชาติและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ฉบับเอกชน" ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสร้างความปรองดองจากภาคเอกชน
ในฐานะที่เป็นตัว ตั้งตัวตีในเรื่องนี้ กกร.ได้มอบหมายให้ "ดุสิต นนทะนาคร"ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันแผนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
ฉัตรชัย
"มีคนกล่าวหามาตลอดว่าหอการค้าเป็นพวกเอาเปรียบ เป็นพ่อค้าคนกลาง เป็นนักธุรกิจ ซึ่งก็มีส่วนจริง เพราะที่ผ่านมาเวลาชุมชนมีปัญหานักธุรกิจจะไม่สนใจ แต่หากมีเรื่องอะไรที่กระทบธุรกิจตนเองจะโวยวายทันที ทำให้สังคมมองว่า เราทำเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงสังคม"
แต่ขณะนี้ ถึงเวลาที่คนในชาติจะต้องหันหน้ามาปรองดองกัน และหยุดความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ล่มจม หรือเหลวแหลกเหมือนที่ผ่านมา เราหูหนวกตาบอดมานาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วยทำให้เราตระหนักได้ถึงความจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือ กัน ถ้ายังปล่อยให้ตัวเองหูหนวกตาบอดต่อไป ประเทศชาติจะยิ่งมีปัญหาหนักกว่านี้"
คำปรารภแรกของ "ดุสิต" กับ "ทีมเศรษฐกิจ" เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจที่มีต่อ "แผนปรองดองแห่งชาติ" ฉบับภาคเอกชน
แต่ที่สุดแล้ว ภารกิจดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ จะช่วยยกระดับโครงสร้างของประเทศไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยตามที่คาดหวังไว้ ได้จริงหรือไม่ อย่างไร
"ทีมเศรษฐกิจ" ได้สัมภาษณ์เจาะลึกถึง "แผนปรองดองภาคเอกชน" ดังนี้ :
คลี่แผนปรองดองภาคเอกชน
ที่ผ่านมานักธุรกิจอาจจะมอง แต่ว่า ถ้าธุรกิจไปไม่ได้ พนักงานก็อยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็อยู่ไม่ได้ด้วย ที่สุดประชาชนก็ยากลำบากทั้งระบบ ทำให้มองแต่ด้านธุรกิจ แต่ที่สำคัญกว่า คือ วันนี้หอการค้าฯจะมองอีกด้านไปพร้อมกัน คือ ด้านสังคมด้วย เพราะถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ ประเทศไทยก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
"แผนปรองดองแห่งชาติ ฉบับเอกชน" จึงเกิดขึ้นหลังความเห็นชอบไปในทางเดียวกันของคณะกรรมการบริหารสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนแผนที่มีสาระสำคัญ 4 ข้อ เพื่อให้เดินหน้าไปสู่ การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
"แผนนี้จะมุ่งใช้กลไกของภาคเอกชนยุติความ แตกแยก และลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ เอกชน เกษตรกร และภาคแรงงาน จะทำงานกันในลักษณะหุ้นส่วน เอกชนจะช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร และแรงงานไทย เพื่อช่วยกันยกระดับปริมาณ และคุณภาพผลผลิตของประเทศให้ดีขึ้น รวมทั้งสร้างฐานรายได้ที่เหมาะสมที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ที่ไม่ใช่เพียงค่าแรงขั้นต่ำ"
โดยเรื่องแรกที่บรรจุในแผนปรองดองคือ 1. การยุติความแตกแยก โดยมีคณะกรรมการยุติความแตกแยกของสังคมไทยที่มี นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานหอการค้าไทย เป็น ประธาน เพราะเรื่องนี้เอกชนมองว่าเป็นหน้าที่ เพราะความแตกแยกเกิดขึ้นเป็นเพราะมีช่องว่างระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลาง มีความได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างกัน ดังนั้น หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศจะต้องลงไปดูปัญหาของจังหวัดตนเองว่า มีปัญหาใดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม เช่น ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร ขาดการศึกษา รวมทั้งปัญหายาเสพติด เพื่อหาทางแก้ปัญหา
ลดความเหลื่อมล้ำเกษตรกร
เรื่องที่ 2 คือการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยมีคณะกรรมการลดความเหลื่อมล้ำฯ ที่มี นายคมสัน โอภาสสถาวร รองประธานหอการค้าไทย เป็นประธาน ซึ่งจะแบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 2 ส่วนคือ การลดความเหลื่อมล้ำของภาคเกษตร และภาคแรงงานในอุตสาหกรรม
"ในภาคเกษตรนั้น ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มาจากส่วนใดบ้าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากการกดราคาสินค้า แต่อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากผลิตผลที่ได้น้อย และไม่มีคุณภาพ อย่างข้าว เราส่งออกมากถึง 9-10 ล้านตันต่อปี เป็นที่ 1 ในโลก แต่ถ้าเทียบผลผลิตต่อไร่ และคุณภาพแล้วเรายังเป็นที่ 4 ที่ 5 ของโลก ดังนั้น การเพิ่มราคา เพิ่มรายได้ อาจจะมาจากการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า และถ้ามีสินค้าขายมากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิมรายได้ เกษตรกรจะมากขึ้น และสุดท้ายต้องยอมรับว่า ราคาที่ยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ"
ตามแผนฯ ทุกหอการค้าจังหวัดจะต้องช่วยกันดูว่า ความเหลื่อมล้ำในจังหวัดตนเองเกิดขึ้นที่จุดใด แล้วกำหนดแนวทางแก้ปัญหา กำหนดพื้นที่นำร่องที่จะเข้าไปแก้ไข เช่น ขณะนี้ หอการค้าฯเลือกชุมชนหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ซึ่งพบว่ามีปัญหาการปลูกข้าว ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ขายข้าวได้ราคาต่ำ เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนกลายเป็นความยากจนดักดานที่ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
แนวทางการแก้ปัญหา ที่เราเข้าไปก็คือ การหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น เพิ่มคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนพันธุ์ ให้ดีขึ้น โดยนำเทคนิคหรือเทคโนโลยีที่พิสูจน์มาแล้วว่าประสบความสำเร็จไปสอนให้ และสุดท้ายคือ ช่วยหาตลาดให้ด้วย ไม่ใช่ผลิตแล้วหาที่ขายไม่ได้
ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหา คือ การช่วยเหลือให้ความรู้ทางวิชาการ และการตลาดระหว่างหอการค้าจังหวัด และส่วนกลาง เช่น กรณีชุมชน จ.ขอนแก่น ที่เลือกไว้ข้างต้น ทางหอการค้า จ.นครปฐม มีการวิจัยพันธุ์ข้าว และการปลูกแนวใหม่ที่พิสูจน์มาแล้วในพื้นที่นา จ.นครปฐม ว่า ปลูกแล้วได้ผลผลิตดี และการันตีว่าจะได้เงิน 100,000 บาทต่อ 1 ไร่ ชุมชนใน จ.ขอนแก่น จะได้รับการถ่ายทอด ความรู้ดังกล่าว ซึ่งหากได้ผลดีจะเป็นโครงการนำร่องเป็นตัวอย่างสำหรับพื้นที่อื่นๆต่อไป
นันเดอร์
ขณะที่โครงการหนึ่งชุมชนหนึ่งคอมปะนี (บริษัท : company) จะเป็นแนวทางที่นำมาใช้ โดยรับสมัครบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่จะตอบแทนสังคม และชุมชน และมีความรู้ความสามารถเหมาะกับพื้นที่ที่เราจะเข้าไปแก้ปัญหา โดยเอาบริษัทที่เก่งด้านการเกษตรเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าและคุณภาพให้สินค้า และช่วยหาตลาดระบายสินค้า ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทพี่เลี้ยง และเครือข่ายซื้อเองก็ได้ รวมถึงช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการ เพราะเป็นเรื่องที่ชุมชนไม่มีความรู้
อย่างเช่น ในชุมชนหนึ่งมีประมาณ 30 ครัวเรือน ปลูกพืชชนิดเดียวกันหมด เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็อาจต้องวางแผนเช่าเครื่องจักรที่ใช้เก็บเกี่ยวข้าว ร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว หรือเวลาเพาะปลูกก็รวมกันจ้างรถหว่าน รถไถ เป็นต้น
"ขณะนี้เรากำลัง หาบริษัทที่สมัครใจที่จะเป็นพี่เลี้ยงด้วย ผมเชื่อว่า จะมีบริษัทยอมช่วยเหลือจำนวนมาก เพราะเม็ดเงินที่จะนำมาช่วยเหลือแต่ละชุมชนไม่มากเลย เราวางไว้เบื้องต้นหลักแสนบาทเท่านั้น แต่ผลที่ได้กลับมาจะมากกว่ามหาศาล เพราะเมื่อปัญหาด้านรายได้หมดไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะลดลง"
เสริมความแข็งแกร่งแรงงาน–ท่องเที่ยว
ในส่วนของภาคธุรกิจเอง ต้องปรับความคิดใหม่ ต้องเลิกคิดที่จะกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ถ้าสินค้าคุณภาพดีขึ้น หรือราคาตลาดแพงขึ้น ก็ต้องยอมซื้อแพงไม่ใช่เอาแต่ประโยชน์ เพราะถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ บริษัทก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน แต่หากแก้ปัญหาได้ จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
และเมื่อเกษตรกรมีเงินมากขึ้น การใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างๆก็จะมีมากขึ้น ในที่สุดจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ และเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศให้สูงขึ้น
เช่นเดียวกับการลดความเหลื่อมล้ำของ แรงงานในภาคอุตสาหกรรมนั้น เดิมเราจะพูดกันถึงแต่เรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ไม่เคยเชื่อมโยงกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต คุณภาพ และทักษะแรงงาน
ดังนั้น หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำ จะต้องเปลี่ยนความคิดของนายจ้างใหม่ ให้พูดถึงแต่เรื่องความเหมาะสมของค่าแรงที่จะสอดคล้องต่อเนื่องถึงการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มคุณภาพของสินค้า เพราะถ้าแรงงานของเราถูก มีทักษะฝีมือแรงงานต่ำ ประสิทธิภาพการผลิตก็ได้แค่ระดับหนึ่ง การยกระดับคุณภาพสินค้าก็ทำไม่ได้
ขณะที่ การส่งเสริมและสนับสนุนคนไทยเที่ยวไทยใช้ของไทย เป็นเรื่องที่ 3 ของแผนปรองดองภาคเอกชน มี นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย เป็นประธานคณะกรรมการ
โดยหอการค้าจะรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้คนไทยกิน ของไทย ใช้ของไทย และเที่ยวเมืองไทย โดยเริ่มต้นจากสมาชิกหอการค้าที่มีกว่า 60,000 รายทั่วประเทศ หอการค้าต่างประเทศอีก 10,000 ราย การซื้อของขวัญของฝากหรือของใช้จำเป็น แทนจะซื้อของต่างประเทศก็ให้ปรับเปลี่ยนจิตสำนึกมาซื้อของไทยกัน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังชุมชนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผลจากความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติขวัญหนีดีฝ่อ และหวาดกลัวที่จะมาเที่ยวเมืองไทย ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปนั้น จำเป็นที่คนไทยด้วยกันจะต้องกระตุ้นเร้าให้ไทยเที่ยวไทย เพื่อให้มีเม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ที่สำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2558 ประเทศไทยจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาเซียน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะทำให้สินค้าจากสมาชิกอื่นในอาเซียนหลั่งไหลเข้ามาในไทยมาก หากคนไทยไม่รักไทย ไม่ใช้ของไทย จะทำให้คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการเปิดเสรีดังกล่าว
ปลุกสังคมร่วมล้างบางคอรัปชัน
เรื่องสุดท้ายของแผนปรองดองภาคเอกชน ก็คือ การป้องกันและปราบปรามคอรัปชัน มี นายนันเดอร์ จี. ฟอน เดอ ลูเฮ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธาน ร่วมกับ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการหอการค้าไทย ช่วยดูแลในฝ่ายของไทย
"เราจำเป็นต้องให้ชาวต่างชาติมาเป็นประธานคณะ กรรมการชุดนี้ เพราะอยากได้ประสบการณ์จากเขาว่าทำอย่างไรประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จึงแทบไม่มีการคอรัปชันกันเลย ทำให้ประเทศเขาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ทำไมประเทศไทย สังคมไทยถึงมีคอรัปชันอย่างมากมาย โกงกินกันอย่างมโหฬาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ และทำให้ประเทศไทยล้าหลัง"
ถึงเวลาที่ต้องมานั่งดูอย่างจริงๆจังๆ ว่า จะทำอย่างไรสังคมไทยจึงจะชื่นชมคนดีแต่ยากจน และร่วมกันประณามคนโกงแต่รวย เพราะสังคมไทยวันนี้ยกมือไหว้คนร่ำรวย ดูถูกคนจน และถ้าเรายอมให้มีรัฐบาลที่โกงกินได้ สุดท้ายประเทศเราจะไม่มีอนาคต
ต้องลองเปรียบประเทศเราเป็นธุรกิจ ถ้าลูกน้องโกงกินจะยอมได้ไหม ถ้ายอมได้ การโกงกินก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 บาท ขยับเป็น 10 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท ในที่สุดบริษัทนี้ก็จะล่มจม เรื่องนี้ต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆ ให้ซื่อสัตย์สุจริต ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างให้ และต้องโดดเดี่ยวนักการเมืองที่โกงกิน
"ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การคอรัปชันหลักๆมาจากการเมือง และนักการเมืองเป็นคนสร้างความเหลื่อมล้ำ และความแตกแยก ทางนี้นักธุรกิจอย่างเราต้องยอมรับด้วยว่า เรามีส่วนทำให้เกิดการคอรัปชันขึ้น เพราะนักธุรกิจยอมให้เงินเขาเพื่ออำนวยความสะดวกของธุรกิจ
ต่อไปนี้ จึงต้องสร้างประเพณีใหม่ ไล่พวกเอาเปรียบสังคมออกไป ไม่เอาอีกแล้ว เพราะนักธุรกิจที่ให้เงินใต้โต๊ะ ก็ต้องเอาเงินส่วนนี้มาคิดเป็นต้นทุนผลิตสินค้า บวกมาในราคาขาย ถ้านักธุรกิจไม่ต้องจ่ายเงินเหล่านี้ เน้นสร้างความดี ขณะที่สังคมไทยช่วยกันไม่ซื้อสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนที่จ่ายใต้โต๊ะให้ นักการเมืองเพื่อแลกกับผลประโยชน์ ไม่อุดหนุนคนโกง ให้เขียนที่สลากไว้เลยว่าบริษัทนี้ไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะ ไม่คอรัปชัน แม้เขาจะขายสินค้าที่แพงกว่า 1-2 บาทก็ไม่เป็นไร ต้องช่วยอุดหนุนเขา"
ขณะนี้ประเมินกันไว้ว่า 60% ของแผนปรองดองภาคเอกชน ที่เรานำเสนอนายกรัฐมนตรีไป ภาคเอกชนสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง โดยคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด มีเวลา 1-2 เดือน เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยมีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมสนับสนุนข้อมูล และร่วมจัดทำด้วย ก่อนนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อช่วยกันระดมสมองหาแนวทางใหม่ๆเพิ่มขึ้น เพื่อให้แผนปรองดองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
หลังจากนั้น เราจะเริ่มโครงการนำร่อง ทั้งการช่วยเหลือกันระหว่างหอการค้า และ 1 ชุมชน 1 คอมปะนี และนำเสนอผลงานในการประชุมหอการค้าไทยในเดือน พ.ย.นี้ ที่ จ.ขอนแก่น และนำเสนอแผนดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรีที่ไปเป็นประธานการประชุม
********
อย่างไรก็ตาม สำหรับความร่วมมือของภาคเอกชน และเป้าหมายของแผนปรองดอง นายดุสิตกล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการบริหารหอการค้าไทยมีประมาณ 70 คน และคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยอีก 60 คน เห็นชอบในเรื่องเดียวกัน
"ทั้งหมดตอนนี้มีคนพร้อมเริ่มงานประมาณ 60-70 ราย และมีเป้าหมาย 100 หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมแผนปรองดองกับเรา ผลที่ได้อาจสำเร็จ 70% แต่ก็ไม่เป็นไร ตั้งเป้าปีหน้าให้
ขยายผลต่อไป อย่างน้อยได้เริ่มต้นวันนี้ การแก้ปัญหาทุกอย่างอาจใช้เวลานาน 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าที่เราจะไม่เริ่มทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้ประเทศชาติย่อยยับ"
ท้าย ที่สุด นายดุสิตทิ้งท้ายว่า "ผมเชื่อแน่ว่า เมื่อประเทศชาติเกิดความปรองดองแล้ว จะทำให้ประเทศมีความแข็งแกร่ง และกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยจะอยู่รอดต่อไปได้แม้จะเกิดปัญหาขึ้นอีกกี่ครั้งก็ตาม"
"บางคนอาจมองว่า ผมเพ้อเจ้อ แผนปรองดองนี้จะทำได้จริงหรือ แต่อย่างน้อยที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นความเห็นร่วมกันครั้งใหญ่ของภาคเอกชนที่จะเปลี่ยนแปลงความ คิดของตัวเอง เปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของประเทศให้เป็นความเท่าเทียม เพื่อประเทศของเราเอง"

