คาดส่งออกกุ้งโต 25%
เศรษฐกิจติดดิน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
จากแนวโน้มเศรษฐกิจในหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาต่อเนื่อง ถึงปี"53 จึงคาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการนำเข้ากุ้งในตลาดโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น
อีก ทั้งจากการที่สหรัฐซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันจากแท่นขุด เจาะในอ่าวเม็กซิโก ตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในรัฐหลุยส์เซียน่าที่ถือเป็นแหล่งทำประมงที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งผลิตกุ้งได้ปีละประมาณ 45 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นสัดส่วน 69% ของปริมาณการผลิตกุ้งทั้งหมดของสหรัฐ หากยังไม่สามารถควบคุมได้คาดว่าอาจส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของสหรัฐลดลงประมาณ 45,000 ตันในปีนี้
ในปี"53 มีแนวโน้มที่ความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยในด้านผลผลิตกุ้งปีนี้ที่คาดว่าจะมีปริมาณลดลง ยิ่งเป็นการส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกกุ้งแช่เย็นและแช่แข็งอันดับหนึ่งของโลก ด้วยปริมาณการส่งออก 220,453.7 ตันในปี"52 คิดเป็นสัดส่วน 13.9% ของปริมาณการส่งออกทั้งโลกที่มีปริมาณ 1,591,704 ตัน
ขณะที่ราคาสูง ขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หากเปรียบเทียบจากระดับราคากุ้งเฉลี่ย (ราคาเฉลี่ยจากตลาดสดและกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง แหล่งใหญ่ 4 แห่งทั่วประเทศ) โดยเปรียบเทียบ ณ วันที่ 16 มิ.ย.53 กับวันเดียวกันของปี"52 จะพบว่าราคากุ้งขาวแวนาไมขนาดกลาง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.2% จากราคากิโลกรัมละ 107 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 130.75 บาท
นอก เหนือจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ยังคงมีปัจจัยสำคัญหลายด้านที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมการส่งออกกุ้ง ของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี"53 ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ส่งออกกุ้งไทยปี"53 อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 25%
คือ ปริมาณผลผลิตกุ้งของคู่แข่งที่ลดลง การเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วในสหรัฐที่ปัจจุบันยังไม่สามารถหยุดการรั่วไหล ดังกล่าวได้ การที่สหรัฐประกาศพิจารณาการเก็บภาษีเอดีจากไทยใหม่ จึงอาจมีโอกาสที่ไทยจะเสียภาษีเอดีในอัตราที่ต่ำลงกว่าปีที่แล้ว
รวมถึงการขยายช่องทางการส่งออกของผู้ประกอบการ ที่เน้นขยายตลาดอาหารทะเลไปยังประเทศในแถบแอฟริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และรัสเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

