ชาวสวนกาแฟดิ้นหนีอาฟต้าหันปลูกยางแทน
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากความไม่มั่นใจในสถานการณ์การตลาดและราคากาแฟไทย ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า (AFTA) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค.53 เป็นต้นมา ประกอบกับราคายางพาราที่อยู่ในเกณฑ์สูงมาก ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าในพื้นที่ภาคใต้ส่วนหนึ่งตัดสินใจ โค่นต้น กาแฟทิ้งแล้วหันไปปลูกยางพาราทดแทน ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนหันไปปลูกปาล์มน้ำมันด้วย
ดังนั้น ในปีนี้จึงคาดว่า พื้นที่ปลูกกาแฟของไทยจะลดลงเหลือประมาณ 250,000-300,000 ไร่เท่านั้น จากปีที่ผ่านมาที่มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 359,000 ไร่ โดยเฉพาะสวนกาแฟโรบัสต้ารายย่อยมีแนวโน้มลดลงและหายไปจากระบบค่อน ข้างมาก
สำหรับ ผู้ปลูกกาแฟอาราบิก้าในพื้นที่ภาคเหนือที่มีพื้นที่ปลูกประมาณ 30,000-35,000 ไร่ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากพันธกรณีอาฟต้า เนื่องจากการผลิตกาแฟอาราบิก้าของไทยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอกับ ความต้องการ โดยผลิตได้ปีละประมาณ 4,000 ตัน ในขณะที่ตลาดมีความต้องการสูงถึงปีละ 8,000 ตัน ดังนั้น ผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคใต้น่าจะได้รับผลกระทบ มากกว่า เพราะอาจมีการนำเข้ากาแฟโรบัส ต้าจากเวียดนามและอินโดนีเซีย เข้ามาตีตลาดภายในประเทศ มากขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตของทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว ต่ำกว่าของเกษตรกรไทยมาก
นายมานพ หาญเทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณผลผลิตกาแฟโรบัสต้าไม่เพียงพอกับความต้องการเช่นเดียว กัน ในแต่ละปีประเทศไทยมีความต้องการใช้ประมาณ 60,000-70,000 ตัน แต่สามารถผลิตได้เพียง 40,000-50,000 ตันเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนส่วนที่ขาด ซึ่งปีนี้ไทยมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากประเทศอาเซียนแล้ว กว่า 1,127.38 ตัน คิดเป็นสัดส่วนอาเซียน 97.08% ขณะเดียวกันยังมีการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูป กว่า 27.4 ตัน คิดเป็นสัดส่วนอาเซียน 20.03%

