บทพิสูจน์ "วิกฤติแล้งซ้ำซาก" ความล้มเหลวข้าราชการ-นักการเมือง
ทีมเศรษฐกิจ
"วิกฤติภัยแล้ง" ของประเทศที่กำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ หลังจากที่น้ำในเขื่อนหลักหลายแห่งแห้งขอดเป็นประวัติการณ์จนเห็นซากปรักของ วัด "วังวิเวการาม" ที่เคยจมอยู่ก้นบึ้งใต้น้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์
เป็นปรากฎการณ์ที่ชั่วอายุขัยของผู้คนแทบจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน จากที่เคยตกใจที่เห็นพระธาตุโผล่กลางแม่น้ำโขงที่แห้งขอดก่อนหน้านี้กลาย เป็นเรื่องเล็กไปถนัดตา เพราะปัญหาภัยแล้งขณะนี้รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว
น้ำ ในเขื่อนซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยาเข้าขั้นวิกฤติทุก แห่งทั้งเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ที่เหลือน้ำอยู่เพียง 4,198 ล้าน ลบ.เมตร แต่ใช้การได้เพียง 398 ล้าน ลบ.เมตร จากความจุทั้งหมด 13,462 ล้าน ลบ.เมตร
เขื่อนสิริกิติ์เหลือน้ำในอ่าง 3,366 ล้าน ลบ.เมตร ใช้การได้เพียง 516 ล้าน ลบ.เมตร จากความจุทั้งหมด 9,510 ล้าน ลบ.เมตร และที่หนักหนาสาหัสแห้งขอดเกือบติดก้นอ่างคือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่เหลือ น้ำในเขื่อน 88 ล้านลบ.เมตร ใช้การได้เพียง 85 ล้าน ลบ.เมตร จากความจุอ่าง 960 ล้าน ลบ.เมตร
สำหรับผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเกษตรกร ที่ปกติวิถีชีวิตก็ต้องปากกัดตีนถีบอยู่แล้ว เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวและชดใช้หนี้สิน เมื่อขาดน้ำไม่สามารถทำอาชีพเกษตรได้ ทำให้ขาดรายได้ไป
มิหนำซ้ำ บางรายลงทุนปลูกข้าวไปแล้วแต่มาขาดน้ำกลางคัน ทำให้การลงทุนสูญเปล่า หนี้สินทวีทับถมมากขึ้น ท้ายที่สุดก็กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
ทั้ง ด้านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ลดลง ระบบเศรษฐกิจไม่หมุนเวียน การค้าขายฝืดเคือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะระดับล่างรายได้หดหายไป รวมไปถึงผลผลิตด้านการเกษตรต่างๆที่คาดว่าจะลดลงจำนวนมากจากผลกระทบจาก วิกฤติภัยแล้งครั้งนี้
"ทีมเศรษฐกิจ" สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัญหาภัยแล้ง กระตุ้นให้รัฐบาลเข้าไปจัดการดูแลแก้ไขปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อ เนื่อง แต่ดูเหมือนจะไม่มีเสียงตอบรับจากภาครัฐที่จะเข้าไปจัดระบบการบริหารจัดการ น้ำของประเทศอย่างจริงจัง ปล่อยให้ปัญหาลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆจนยากที่จะแก้ไขเยียวยา
ย้อนรอยวิกฤติภัยแล้งซ้ำซาก
เพื่อให้ปัญหาได้รับการตอบสนอง นำไปสู่การแก้ไข "ทีมเศรษฐกิจ" จึงได้ติดตามถามไถ่ไปยัง รมว.เกษตรและสหกรณ์ "ธีระ วงศ์สมุทร" อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ผู้คร่ำหวอดเรื่องน้ำมาเกือบทั้งชีวิตอีกครั้งเพื่อไขข้อข้องใจเหตุใดประเทศ ไทยจึงเผชิญวิกฤติภัยแล้งซ้ำซากและรัฐบาลได้เข้าไปจัดการปัญหาอะไรบ้าง
คำตอบที่ รมว.เกษตรฯ ให้เหตุผลปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงสุดในปีนี้ นอกจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อย และฤดูฝนมาล่าช้าจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ่" แล้ว สาเหตุสำคัญยังมาจากพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าวมีราคาดีเพราะรัฐบาลนำระบบ ประกันรายได้มาใช้ทำให้เกษตรกรเฮโลทำนาติดต่อกันโดยไม่ได้พักนา ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศขอความร่วมมือไม่ให้ทำนาปรังรอบที่ 2 ไปแล้วแต่ก็ไร้ผล
ขณะที่โครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่หวังจะเพิ่ม แหล่งกักเก็บน้ำ เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำทั้งช่วงหน้าแล้งและน้ำท่วมต่างถูก ต่อต้านมาตลอดทั้งที่มีผลการศึกษาเบ็ดเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว
ทำให้ ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมามีโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่สำเร็จเพียง 3 เขื่อนเท่านั้นคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขื่อนเหล่านี้มีประโยชน์มากโดยเฉพาะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาได้ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างได้ผล
เมื่อ เวลาผ่านไปประชากรที่เพิ่มขึ้นเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นแตกต่างจากอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อนทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ที่ผ่านมาการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กลับไม่เป็นไปตามแผนเพราะติดปัญหาด้าน ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญยังถูกต่อ ต้านจากกลุ่มอนุรักษ์อย่างหนักหน่วงทำให้หลายเขื่อนที่แม้จะศึกษาหรือทำ สัญญาก่อสร้างมานานอย่างเขื่อนโป่งขุนเพชรที่ทำสัญญาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2535 แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 18 ปียังไม่สามารถดำเนินการได้
นอกจาก เขื่อนโป่งขุนเพชร เขื่อนแม่วงก์ โดยเฉพาะเขื่อนแก่งเสื้อเต้นในลุ่มน้ำยมที่พูดถึงกันมาหลายสิบปีต่างก็อยู่ ในสภาพเดียวกัน เมื่อขาดเขื่อนกักเก็บน้ำ ปัญหาที่ตามมาก็คือเมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำก็ท่วม พอถึงฤดูแล้งน้ำก็ไม่มีหลงเหลืออยู่ให้กักเก็บ
"ทำไมกระทรวงเกษตรฯจะ ไม่อยากสร้างเขื่อน แต่มันทำไม่ได้ เพราะพอพูดถึงทีก็ เจ็บตัวทุกที ปัญหาจึงวนอยู่อย่างนี้ไม่จบสิ้น"
ปัดฝุ่นเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 66.5 ล้านไร่
แม้ จะติดปัญหาเรื่องการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องมีแหล่งน้ำ
เพิ่มขึ้น กระทรวงเกษตรฯจึงมอบหมายให้ รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกรมชลประทานเข้าไปศึกษาและจัดลำดับความสำคัญโครงการเพิ่มพื้นที่ชล ประทานของประเทศไทยเป็น 60 ล้านไร่ จากปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตร 131 ล้านไร่ แต่มีระบบชลประทานเพียง 28.7 ล้านไร่
ทั้งนี้ จากการศึกษาในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบพื้นที่ที่มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 31.3 ล้านไร่ และล่าสุดหลังเข้าไปศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ยังพบว่ามีพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้เพิ่มขึ้นอีก 6.5 ล้านไร่ รวมพื้นที่สามารถเป็นพื้นที่ชลประทานได้รวมทั้งสิ้น 66.5 ล้านไร่ หรือประมาณ 50% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด
สำหรับกรอบการพิจารณา เพิ่มพื้นที่ชลประทานจะมีทั้งหมด 8 โครงการ คือ โครงการพัฒนาระบบส่งน้ำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก โครงการพัฒนาแก้มลิง โครงการชลประทานในระดับไร่นา โครงการเหลียวหลังหรือการต่อเติมเพิ่มศักยภาพโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว โครงการพัฒนาโครงข่ายน้ำ โครงการชลประทานขนาดกลาง และโครงการขนาดใหญ่
หลังจากคัดเลือกโครงการและจัดลำดับความสำคัญเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พิจารณาในเร็วๆนี้ หากเห็นชอบกับโครงการที่เสนอ จะได้เข้ามาขับเคลื่อนโครงการไปพร้อมกัน เพราะบางโครงการเฉพาะกระทรวงเกษตรฯไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ยังดูห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก เพราะจากบทเรียน แผนยุทธศาสตร์เรื่องน้ำถูกนำมาปัดฝุ่นมานักต่อนัก ขายฝันกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่แทบจะไม่มีรัฐบาลชุดไหนจริงใจที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ นอกจากเพียงแค่หวังคะแนนทางการเมืองชั่วครั้งชั่วคราว
จัดระบบปลูกข้าวใหม่...ขายผ้าเอาหน้า รอด
กับนโยบายล่าสุดของรัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายข้าว แห่งชาติ (กขช.) ที่มี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ให้จัดระบบการเพาะปลูกข้าวใหม่ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้สอด คล้องกับวิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้น
โดยกำหนดให้เกษตรกรปลูกข้าวได้ เพียงปีละ 2 ครั้ง คือข้าวนาปีและนาปรัง ซึ่งแผน
ดังกล่าวจะเริ่มใช้ อย่างเป็นทางการช่วงการปลูกข้าวนาปรังปี 2554 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2556 กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัดในเขตชลประทาน โดยมีเป้าหมายดำเนินการปีละ 3 ล้านไร่ รวมเป็น 9 ล้านไร่ด้วยกันพร้อมกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อให้เกษตรกรให้ความร่วมมือ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช การอบรมความรู้ จัดหาตลาดรองรับผลผลิตพืช การผ่อนปรนดอกเบี้ยและเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ภายใต้งบสนับสนุนที่รัฐและกระทรวงเกษตรฯ ตั้งไว้ 2,180 ล้านบาท! พร้อมงัดมาตรการบีบบังคับเกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือหากปลูกเกินกว่า 2 ครั้ง จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ของรัฐ
"ในขั้นตอนการปฎิ บัติ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำข้อตกลงกับราชการว่า ถ้าหากไม่ปฏิบัติตาม ปลูกเกิน 2 ครั้งที่ตกลงไว้ ราชการจะไม่ปล่อยน้ำให้ และจะถูกตัดสิทธิ์
จากการเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย"
น่าอนาถใจกับเกษตรกรไทยที่กำลังเผชิญวิบากกรรมจากวิกฤติภัยแล้งซ้ำซาก เหลือกำลัง ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในภาคแรงงานล้วนได้รับการเยียวยา และช่วยเหลือจากรัฐอย่างเต็มกำลัง อย่างการจ่ายเช็คช่วยชาติ การฝึกอบรมให้ความรู้เสริม การฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มพูนความรู้สำหรับการเปลี่ยนอาชีพ
หรือผู้ ประกอบการในภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว โรงแรม และเอสเอ็มอีที่ต่างได้รับการเยียวยาจากภาครัฐจากวิกฤติการเมืองที่เพิ่ง เกิดขึ้น
แต่กับภาคเกษตรที่รัฐบาลป่าวประกาศว่าคือ "กระดูกสันหลังของชาติ" เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญวิกฤติภัยแล้งซึ่งหาใช่ความผิดของเกษตรกร แต่มันคือความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายรัฐโดยแท้นั้น
รัฐบาลกลับงัด มาตรการจำกัดสิทธิ์การปลูกข้าว บีบเค้นเกษตรกรที่ยากจนข้นแค้นอยู่แล้วให้สิ้นไร้หนทางทำกินหนักยิ่งขึ้นไป อีก!
ผ่านโยบายเกษตร : เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า
หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไป พิจารณานโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภาก่อนการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศจะเห็นได้ว่า...
ในนโยบายเศรษฐกิจ ด้านการเกษตรที่ถูกบรรจุไว้ในหัวข้อ 4.2.1.7 รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนจะ "เร่งรัดการจัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึงและเพียงพอ" รวมทั้ง "เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตร" โดยเน้นการเพิ่มสระน้ำในไร่นาและขุดลอกคูคลองเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากน้ำให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มพื้นที่ชลประทานทั้ง ขนาดใหญ่ขนาดกลางและขนาดเล็กตลอดจนขยายระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทาน ให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ ในข้อ 4.2.1.8 ยังกำหนดจะ "คุ้มครองและรักษาพื้นที่ ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน แล้วเพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว"
แล้วแผนจำกัดสิทธิ์ การเพาะปลูกข้าวล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติข้างต้นที่
บังคับ ให้เกษตรกรลดการทำนาเหลือเพียงปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งลดพื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทานลงไป 9 ล้านไร่ เพื่อจัดระเบียบ
การ ใช้น้ำที่กำลังเข้าขั้นวิกฤตินั้น
มันหมายความว่าอย่างไร? รัฐบาลกำลัง "เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า" อย่างนั้นหรือ!
รัฐบาลที่ไร้ ปัญญาจัดการกับระบบชลประทาน ไม่สามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำ จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการชลประทานได้ หรือแม้แต่การรักษาพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่เดิมเอาไว้ก็ยังไม่สามารถจะ ดำเนินการได้ กลับหวนมาใช้วิธีคิดตื้นๆในการบังคับให้เกษตรกรต้องชะลอและระงับการทำนา
ยิ่งเมื่อพิจารณาเลยไปถึง "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) ปี 2553-55 โครงการลงทุนภายใต้วงเงิน 1,431,330 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โดย 1 ในแผนงานเอสพี 2 ที่มีวงเงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท จากงบลงทุนรวม 212,818 ล้านบาทนั้น ได้บรรจุแผนปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ การบำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานเดิม การจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ
แต่เมื่อกระทรวง การคลังตัดสินใจที่จะยกเลิก พ.ร.บ.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผล
ที่ อ้างว่ารัฐบาลสามารถบริหารการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นและมากกว่าประมาณการ ที่วางไว้เดิม จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เงินฉุกเฉินใดๆอีก
ไม่ มีใครคิดคำนึงถึง หรือไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนบ้างเลยหรือว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะ ยาวของภาคเกษตรไทยที่บรรจุไว้ในแผนถูกเขี่ยไปไว้ที่ไหนและรัฐบาลจะให้คำตอบ เกษตรกรที่เฝ้าตั้งหน้าตั้งตารอ "อานิสงส์" จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะถูกเจียดมาให้ภาคเกษตร-กรรมนี้อย่างไร
"สัญญา ประชาคม" ที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่กลับถูกฉีกทิ้งไม่มีชิ้นดีเยี่ยงนี้กลับไม่มีใครพูดถึง!
บทสรุป
กับมาตรการ จำกัดสิทธิ์ในการปลูกข้าวของรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยกำหนดให้ เกษตรกรทำนาเพียงปีละ 2 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 3 ปีจากนี้
รวมทั้งการ ปล่อยลอยแพแผนงานรองรับและพัฒนาระบบชลประทานทั้งที่ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติ การไทยเข้มแข็ง 2555 นั้นก็เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า
รัฐบาลได้มอง ข้ามและก้าวผ่านความช่วยเหลือที่ให้แก่ภาคเกษตรไปโดยสิ้นเชิง!
เมื่อ มองถึงผลกระทบจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง จนถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง ดูว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกับประเทศอย่างใหญ่หลวง แต่ในความเป็นจริงผลกระทบที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าที่เกษตรกรได้รับจากปัญหา ภัยแล้งซ้ำซาก ขาดการเหลียวแลมาอย่างยาวนาน โดยที่ไม่อาจประเมินค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ว่ามากมายขนาดไหน
ใน ความเป็นจริง หากมีการประเมินผลงานของรัฐบาล ส.ส. และรัฐมนตรี เปรียบประเทศไทย
เป็นบริษัทจำกัด กลุ่มคนเหล่านี้ควรจะถูกไล่ออก ตัดเงินเดือนกันเป็นทิวแถว
ในฐานะที่ทำงานตามหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา ความทุกข์ร้อนของประชาชนไม่สำเร็จสักเรื่อง เอาแต่กอดเก้าอี้เสวยสุขกันถ้วนหน้า สำราญอยู่กับงบประมาณของแผ่นดิน ที่มาจากภาษีของประชาชน
ตามแผนสร้างความปรองดองของรัฐบาล ประกาศชัดว่าจะสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้ายังไม่คิดจะแก้ปัญหาระบบบริหารจัดการน้ำให้สำเร็จ ก็ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

