สศช.โชว์ ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน
รายงานพิเศษ
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำรายงานประเมิน "สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมและยุทธศาสตร์แก้ปัญหา ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในแต่ละช่วง"
โดยระบุนิยาม"คนจนหรือความ ยากจน" มิได้จำกัดเฉพาะคนจนที่ขัดสนทางเศรษฐกิจหรือด้านรายได้ในการยังชีพเท่านั้น แต่ยังครอบ คลุมถึงความยากจน เชิงโครงสร้างที่เกิดจากความขัดสนในหลายๆด้าน ที่มีผลทำให้ขาดศักยภาพในการดำรงชีวิต ทั้งการขาดการศึกษาหรือได้รับการศึกษาน้อย การขาดทรัพยากร ขาดที่ดินทำกินหรือที่ดินทำกินมีขนาดเล็ก
การขาดการรวมกลุ่มและการ มีส่วนร่วมทางการเมือง การขาดข้อมูลข่าวสารความรู้ในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการมีภาระการพึ่งพาสูงและไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐและความช่วย เหลือต่างๆของรัฐ อันนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม
สำหรับ ปัญหาความยากจนด้านรายได้ ลดลงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์การพัฒนา หากวัดจากด้านรายได้หรือรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคอันเป็นสิ่งจำเป็นพื้น ฐานในการดำรงชีวิตนั้นสัดส่วนคนจนลดลงตามลำดับ โดยลดจากที่เคยสูงถึงกว่า 42.21% ในปี "31 และ 33.69% ในปี "33 มาเป็น 14.75% ในปี "39 ก่อนที่ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี "40
อย่างไรก็ ตาม การฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจได้ช่วยลดปัญหาความยากจนลงตามลำดับ จาก 14.93% ในปี "45 เหลือ 9.55% หรือ 6.1 ล้านคน ของประชากรทั้งประเทศ ในปี "49 ซึ่งบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ที่กำหนดเป้าหมายลดสัดส่วนคนยากจนให้เหลือไม่เกิน 12% ของประชากร ในปี "49
ส่วน แผนฯ 10 ได้กำหนดเป้าหมายการลดจำนวนสัดส่วนคนจนให้เหลือไม่เกิน 4% ของประชากร ภายในปี"54 โดย ที่ในปี "50 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนฯ 10 สัดส่วนคนจนอยู่ที่ 8.48% ของประชากรทั้งประเทศ
แต่สัดส่วนคนจน เพิ่มขึ้นเป็น 8.95% ในปี "51 เมื่อเศรษฐกิจเริ่มซบเซาลง ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในปี "52 เมื่อมีสวัสดิการสังคมและการช่วยเหลือค่าครองชีพในกลุ่มคนชราและคนพิการสัด ส่วนคนจนจึงลดลงเหลือ 8.12% อยู่ที่ 5.28 ล้านคน ในปี "52 แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับ 10 ประมาณครึ่งหนึ่ง
หาก แยกรายภาคในปี"52 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีคนจนประ มาณ 3.05 ล้านคน หรือคิดเป็น 57.9% ของคนจนทั้งประเทศ (5.28 ล้านคน)
รองลงมาคือภาค เหนือ ที่มีคนจน 1.35 ล้านคน หรือ 25.6% ของคนจนทั้งประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงสุด เท่ากับ 13.67% ของประชากรในภาค ภาคเหนือเท่ากับ 11.08% ของประชากรในภาค
เมื่อ พิจารณาแบบแผนค่าใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือนยากจน พบว่า ในปี "51 ครัวเรือนยากจนใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มสูงที่สุด คิดเป็น 53% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 14% ค่าเดินทางและคมนาคม 6.4% ค่าเชื้อเพลิงแสงสว่างและน้ำ 5.8% ตามลำดับ
ใน ขณะที่ครัวเรือนไม่ยากจนใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มสูงที่สุดเช่น เดียวกัน แต่คิดเป็นเพียง 33% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาเป็นค่าเดินทางและคมนาคม 19.6% และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 13%
สําหรับกรอบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน มีดังนี้
1.การ ส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจมหภาคให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งด้านการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การใช้นโยบายการเงิน การใช้นโยบายการคลัง และการใช้นโยบายการค้าและการเงินระหว่างประเทศ
2.การ เพิ่มศักยภาพและโอกาสคนจน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพคนจนในชนบท และคนจนเมือง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
3.การพัฒนาระบบคุ้มครองทาง สังคมและผู้ด้อยโอกาส ได้แก่ การพัฒนาระบบบริการให้เข้าถึงคนจนและผู้ด้อยโอกาส การจัดสวัสดิการสังคมให้มีความสอดคล้องกับปัญหาของชุมชนและกลุ่มเป้าหมายคน ยากจนและผู้ด้อยโอกาส การเตรียมความพร้อมในการสร้างหลักประกันทางสังคมแก่ประชากรแต่ละช่วงวัย
4.การ จัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยการส่งเสริมบทบาทชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร การเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร การปรับปรุงและเร่งรัดกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทรัพยากร การพัฒนากลไกแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง
5.การปรับปรุงระบบบริหารภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ได้แก่ การปรับกระบวนทัศน์และบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการในการแก้ไขปัญหาความยากจน และการพัฒนาระบบข้อมูลและการติดตามประเมินผล

