ทึ่ง! สุดยอดนโยบายข้าวรัฐบาล
"ไตรรงค์" จ่อเสนอ ครม.อนุมัติสุดยอดแผนปลูกข้าวของประเทศใหม่ ลดจำนวนครั้งปลูกตามน้ำแล้ง 3 ปีจากนี้ ปลูก ข้าว 2 ครั้ง นาปีกับนาปรังใน 22 จังหวัดเป้าหมาย เชื่อจะลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิตได้ กรมชลฯยังฝันหลัง ก.ค.นี้ฝนตกแน่...
เสธ.หนั่น–ธีระ บินสำรวจพื้นที่ 14 มิ.ย.นี้
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เปิดเผยว่า กขช.เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาแผนการจัดระบบการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยให้เหลือแค่ 2 ครั้งต่อปี คือ นาปี 1 ครั้ง และนาปรัง 1 ครั้ง ตามความเห็น ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นแผนงานที่มีความเหมาะสม และน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวในประเทศได้ดีมากขึ้น
โดยแผนดังกล่าวนี้จะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ช่วงการปลูกข้าวนาปรังปี 2554 ไปจนถึงปี 2556 รวมระยะเวลา 3 ปี กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ในเขตชลประทาน ดำเนินการปีละ 3 ล้านไร่ รวมเป็น 9 ล้านไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯก็ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช การอบรมความรู้ จัดหาตลาดรองรับผลผลิตพืช การผ่อนปรนดอกเบี้ย และเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมด คาดว่าจะใช้งบประมาณสนับสนุน ทั้งหมด 2,180 ล้านบาท
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รูปแบบของระบบ การเพาะปลูกข้าวใหม่นี้จะมีการนำเรื่องการพักหน้าดินจากการหยุดทำนา และการปลูกพืชหลังนาเข้ามาร่วมกับการเพาะปลูกข้าวตามระบบปกติ เพื่อช่วยรักษาหน้าดิน และสามารถตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคแมลง อาทิ เพลี้ยกระโดด ซึ่ง สร้างความเสียหายกับการปลูกข้าวในช่วงที่ผ่านมา อย่างมาก โดยระบบการเพาะปลูกข้าวที่กำหนดไว้ มี 4 รูปแบบ พิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ คือ 1. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลัง ก่อนจะเริ่มปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 2. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้น ปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้น ก็เว้นวรรคการปลูกพืช ก่อนจะเริ่มการปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 3. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้น ปลูกพืชหลังนา มาคั่นช่วง ก่อนจะปลูกข้าวนาปีต่อ 4. ปลูกข้าว นาปรัง จากนั้นเว้นวรรคการปลูกพืช จากนั้น ถึงค่อยมาปลูกข้าวนาปี
"ขั้นตอน ปฏิบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำข้อตกลงกับราชการว่า ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามปลูกเกิน 2 ครั้งที่ตกลงไว้จะไม่ปล่อยน้ำให้ และจะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย"
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า กระบวนการปลูกข้าวปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะนาปรัง มีต้นทุนสูงถึงตันละ 6,760 บาท แต่การปลูกข้าวแบบใหม่ จะทำให้ต้นทุนลดลง 1,037 บาทต่อตัน เนื่องจากจำนวนการปลูกน้อยลง ทำให้ต้นทุนลดน้อยลง แต่จะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20%
ด้านนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การคาดการณ์สภาพอากาศโดยรวมนั้น ทางผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งได้คาดการณ์ตรงกันว่าหลังเดือน ก.ค.นี้ ปรากฏการณ์เอลนิโญ หรืออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้เกิดความแห้งแล้งจะผ่านพ้นไป จากนั้นคาดว่าฝนจะตกตามปกติและหากอุณหภูมิน้ำทะเลลดต่ำลงก็จะเข้าสู่ ปรากฏการณ์ลานิญาฝนจะตกลงมามากขึ้นกว่าปกติ โดยตามแบบจำลองของกรมชลประทานคาดการณ์ว่าหลังสิ้นฤดูฝน คือ สิ้นสุดเดือน ก.ย.ปริมาณน้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนท่าด่านจะมีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน ส่วนเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์จะมีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 6,700-7,550 ล้าน ลบ.ม. โดยต้องเก็บ น้ำสำรองไว้ 4,300 ล้าน ลบ.ม. จึงเหลือน้ำที่จะสนับสนุนการทำนาปรังในปี 2553/2554 ประมาณ 2,400-3,250 ล้าน ลบ.ม. หากเกิดพายุจรมีฝนตกหนักเต็มพื้นที่รับน้ำของเขื่อนทั้งสองแห่งอาจทำให้ ปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งสองแห่งเพิ่มมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 มิ.ย.นี้ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ จะร่วมกันเดินทางไปตรวจสภาพน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ร่วมกันโดยทางสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรจะขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่ม ปริมาณน้ำทั้งสองเขื่อนด้วย ซึ่งขณะนี้ปริมาตรน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ 4,217 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 31% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 417 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 3,374 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 35% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 524 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชล–สิทธิ์มีปริมาตรน้ำ 88 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 9% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 85 ล้าน ลบ.ม.

