Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » ข่าวเอฟทีเอ » ชงยืดอายุซีแอลยาเอดส์ทุ่น 3.2 พัน ล.เล็งเพิ่มสิทธิประโยชน์ปรับเกณฑ์ให้ยาต้านไวรัส

ชงยืดอายุซีแอลยาเอดส์ทุ่น 3.2 พัน ล.เล็งเพิ่มสิทธิประโยชน์ปรับเกณฑ์ให้ยาต้านไวรัส

Submitted by info on Fri, 11/06/2010 - 10:15

บอร์ด สปสช.เดินหน้าแนวทางรองรับยาเอดส์ 2 ตัว ใกล้หมดอายุบังคับใช้ซีแอลเตรียมถกขยายเวลาเพิ่ม มั่นใจประหยัดงบถึง 3.2 พันล้าน เผย ต.ค.นี้ เตรียมปรับเกณฑ์ให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อ หวังคลอบคลุมผู้ป่วยอย่างทั่วถึง

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางการรองรับยาเอดส์ 2 รายการที่ใกล้จะหมดอายุการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ในปี 2554-2555 ว่า ขณะนี้ บอร์ด สปสช.กำลังหารือเกี่ยวกับการขยายการประกาศบังคับใช้ซีแอลยาเอดส์ 2 รายการ คือ 1.ยาเอฟฟาไวเรนซ์ ซึ่งจะหมดอายุการประกาศซีแอล วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ขณะที่สิทธิบัตรยาจะหมดวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 และ 2.ยาสูตรผสมโลพินาเวียร์ กับริโทนาเวียร์ จะหมดอายุวันที่ 31 มกราคม 2555 แต่สิทธิบัตรหมดอายุประมาณปี 2564 ทั้งนี้ จะมีการหารือกันในที่ประชุม บอร์ด สปสช.วันที่ 14 มิถุนายนนี้ ซึ่ง สปสช.มีหน้าที่ในการเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ยาเอดส์ 2 รายการดังกล่าว ว่า เพิ่มขึ้นหลังประกาศซีแอลอย่างไรบ้าง ส่วนผู้ที่จะมีอำนาจในการประกาศขยายซีแอลเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

นายนิมิตร์ กล่าวอีกว่า การขยายการประกาศใช้ซีแอลในยาเอดส์ทั้ง 2 รายการถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากจะช่วยประเทศชาติประหยัดงบประมาณกว่าพันล้านบาท ที่สำคัญยังเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้น โดยน่าสังเกตว่า ข้อมูลจากแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบภายหลังการใช้ยาทั้ง 2 รายการ มีผู้ใช้ยาเพิ่มขึ้น อย่างยาเอฟฟาไวเรนซ์ ก่อนประกาศใช้ซีแอลมีผู้ใช้ยา ประมาณ 5,000 คน หลังประกาศใช้เพิ่มขึ้นราว 40,000 คน ส่วนยาสูตรผสมโลพินาเวียร์กับริโทนาเวียร์ ก่อนประกาศใช้ซีแอลพบประมาณ 500 คน แต่หลังประกาศใช้ซีแอลเพิ่มขึ้นราว 7,000-10,000 คน

นายนิมิตร์ กล่าวว่า จากการใช้ยาที่ เพิ่มขึ้นยังนำไปสู่แนวทางการปรับหลักเกณฑ์การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี/เอดส์ แก่ผู้ติดเชื้อ ในช่วงเดือนตุลาคม 2553 นี้ โดยจากเดิมผู้ติดเชื้อจะรับยาต้านไวรัสเอชไอวี ได้จะต้องมีระดับภูมิกัน หรือค่า CD4 200 แต่เกณฑ์แบบใหม่ระบุเพิ่มค่า CD4 จาก 200 เป็น 350 เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ดังนั้น การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาเพิ่มขึ้นและ เร็วขึ้น นอกจากนี้ จะมีการปรับเกณฑ์การให้ยาต้านไวรัส โดยเดิมจะได้รับเพียงสูตรพื้นฐาน คือ ยาจีพีโอเวียร์ สูตร 30 โดยจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น เป็น ทีโนโฟเวียร์ หรือ เอแซดที +สามทีซี+เนวิราปีน หรือเอฟฟาไวเรนซ์ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับแพทย์จะพิจารณา

รายงานข่าวจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาต (สปสช.) ระบุว่า สปสช.ได้เตรียมข้อมูลถึงความจำเป็นในการขยายการประกาศบังคับใช้ซีแอลในยา เอดส์ดังกล่าว โดยจะทำให้ประหยัดงบประมาณการซื้อยาทั้ง 2 รายการได้ไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านบาท ทั้งนี้ เตรียมเสนอที่ประชุมบอร์ด สปสช.วันที่ 14 มิถุนายนนี้ เพื่อให้ปลัด สธ.หรืออธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นผู้พิจารณาและประกาศขยายสิทธิต่อไป

  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 220 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues