ล้มโครงการยางล้านไร่เฟส2
"ภูมิใจไทย" สั่งถอยโครงการยางล้านไร่เฟส2 ผวาซ้ำรอยโครงการเฟสแรกที่ผู้เกี่ยวข้องถูกฟ้องร้องกันระเนระนาด สั่งกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ส่งเสริมปกติตามพ.ร.บ.สกย. มาตรา21ทวิ ด้านสกย.ขานรับเตรียมเสนอแผนให้คณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติพิจารณา 2 มิ.ย.นี้ พร้อมคุมเข้มกันรายใหญ่สวมสิทธิ์รายย่อย
จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมปลูกยางพารา หรือที่เข้าใจเป็นการทั่วไปคือโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราระยะที่ 2 (ปี2553-2555) จำนวน 1 ล้านไร่ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา กระทั่งได้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบในหลักการ แต่ปรากฏว่าเมื่อพิจารณาถึงวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะที่มาของงบประมาณที่จะนำ มาดำเนินการ ปรากฏว่าหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องวิตกว่าจะถูกข้อครหาเหมือนกับโครงการส่งเสริม ปลูกยางพาราระยะที่1 (ปี2546-2549) สมัยที่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
++เกษตรผวาซ้ำรอยกล้ายางเฟส1
นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ระยะที่ 2 วงเงิน 11,420 ล้านบาท ว่าล่าสุดได้ยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ได้มอบหมายให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ส่งเสริมปลูกตามพ.ร.บ.สกย.มาตรา 21 ทวิ
"โครงการส่งเสริมปลูกยางพารา 1 ล้านไร่เฟสแรก (ปี 2546-2549) เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่การดำเนินงานถูกครหาหลายประการ จึงเห็นว่าหากโครงการยางล้านไร่ระยะที่2 ใช้วิธีการเดิมจะถูกครหาอีก จึงเปลี่ยนวิธีการส่งเสริม"
++ชงเข้าสกย.รับช่วงต่อ 2 มิ.ย.นี้
ด้านนายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า
สำหรับการส่งเสริมตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ขณะนี้สกย.ได้ทำรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ(กนย.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ที่ทำเนียบรัฐบาล หากคณะกรรมการฯเห็นชอบจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
ทั้งนี้ การส่งเสริมปลูกยางตาม พ.ร.บ. สกย.มาตรา 21 ทวิ สกย.เคยดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง คือครั้งแรก ประมาณ ปี 2532 พื้นที่ประมาณ 400,000 ไร่ ครั้งที่สอง ประมาณ ปี 2538 พื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ ส่วนโครงการส่งเสริมปลูกครั้งที่3 ตามพ.ร.บ.สกย.มาตรา 21 ทวินั้น มีพื้นที่เป้าหมายประมาณ 800,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 550,000 ไร่ ภาคเหนือ 150,000 ไร่ ภาคตะวันออกและภาคกลาง 100,000 ไร่ ใช้งบประมาณราว 2,800 ล้านบาทเศษ ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2555
สำหรับคุณสมบัติเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการตาม พ.ร.บ. สกย.มาตรา 21 ทวิ นั้นจะต้องเป็นเกษตรกรที่ไม่เคยปลูกยางมาก่อน และมีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยทางสกย.จะแจกกล้ายางคุณภาพดีควบคู่ไปกับการให้ค่าปุ๋ยเคมีการดูแลสวนยาง ในช่วง 3 ปีแรก และคาดว่าหากโครงการสำเร็จจะสามารถผลิตยางพาราได้ ประมาณปีละ 200,000 ตัน/ปี
"เหตุผลที่ยกเลิกโครงการยางล้านไร่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลนั้นเนื่องจากถูกกระแสสังคมมองว่าเป็นประชานิยม ประกอบกับงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการหากเป็นงบที่มาจากการเก็บค่า ธรรมเนียมพิเศษของการส่งออกยาง หรือเงินเซส คณะกรรมการบางคนไม่เห็นด้วย เพราะหวั่นเสี่ยงถูกฟ้องซ้ำรอยโครงการยางล้านไร่ระยะแรก ขณะเดียวกันหากรอการจัดสรรงบประมาณไทยเข้มแข็งระยะที่ 2 จะใช้เวลาพิจารณานานและอาจไม่ประสบความสำเร็จเพราะรัฐบาลมีโครงการอื่นๆ ที่สำคัญอีกมาก"
++คุมเข้มกันรายใหญ่สวมสิทธิ์
ผู้อำนวยการกองทุนสกย. กล่าวถึงการส่งเสริมปลูกยางตามมาตรการ 21 ทวิ ในระยะที่3 ว่า จะต้องมีการคัดเลือกและตรวจสอบเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสวมรอยและกันเกษตรกรรายใหญ่ เพราะการส่งเสริมดังกล่าวเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ดังจะเห็นได้จากการกำหนดพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมกับดินจะให้กรมวิชาการเกษตรมาช่วยเพื่อตรวจที่ดินว่า สามารถใช้ปลูกยางพาราได้หรือไม่
ที่สำคัญกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแล้วจะต้องผ่าน การอบรมการปลูกยางก่อน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และรักษาต้นยางหลังได้รับแจกพันธุ์ไปแล้ว นอกจากนี้ จะเสนอให้รัฐสนับสนุนปัจจัยการผลิตจนกว่ากล้ายางจะให้ผลผลิตประมาณ 2.5-5 ปี ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องใช้งบประมาณสูง เมื่อเทียบกับโครงการยางล้านไร่ โดยกล้ายางจะอยู่ที่ต้นละ 18 บาท
++ดับฝันเสี่ยสวนยางอีสาน
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการยาง 1 ล้านไร่ในเฟสแรก พบว่าบางพื้นที่มีอายุครบทยอยกรีดกันบ้างแล้ว พร้อมกันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความสมบูรณ์ของต้นยางจะมีปัญหาในการกรีดหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้หากวัดจากราคาน้ำยาง ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 จากข้อมูลสถาบันวิจัยยาง ราคาน้ำยางสดกก.ละ 104 บาท ยางแผ่นดิบกก.ละ 114 บาท ยางแผ่นรมควันกก.ละ 119 บาท จะทำให้เกิดเงินสะพัดในพื้นที่ร่วมโครงการในระยะแรกทั้งภาคเหนือและภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือและภาคอื่นๆมหาศาล ที่สำคัญจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ร่วมโครงการเกิดความมั่นคงในอาชีพตลอดยาว นานถึง 25 ปีที่ยางพาราสามารถกรีดได้
"เท่าที่ลงในพื้นที่ พบว่ายังมีกลุ่มเกษตรกรอีกจำนวนมากคิดจะปลูกยางและมีความพอใจที่รัฐบาลจะ ขยายโครงการปลูกยางอีก 1 ล้านไร่ แต่หากพวกเราทราบข่าวว่ารัฐบาลจะทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่ทั้งหมด เชื่อว่าจะกระทบกับกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการในแต่ละ จังหวัดก่อนหน้านี้"
++เปิดปูมหลังยางล้านไร่
อนึ่ง โครงการส่งเสริมปลูกยางพาราระยะที่2 ปี2553-2555 ผลักดันโดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กนย.ได้เห็นชอบในหลักการแล้วคือพื้นที่ส่งเสริมปลูก 1 ล้านไร่ งบประมาณ 11,420 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจัดหาต้นยางชำถุง 90 ล้านตัน 1,620 ล้านบาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร 9,380 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการ 420 ล้านบาท แต่เนื่องจากรายละเอียดของภาคปฏิบัติโดยเฉพาะที่มาของวงเงิน หวั่นว่าจะถูกครหา คณะกรรมการบริหารสกย.จึงเสนอยกเลิกใช้วิธีส่งเสริมปลูกปกติโดยสกย.แทน
สำหรับโครงการ 1 ล้านไร่ระยะที่1 (ปี 2546-2549) ผลักดันโดยนายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น แต่เนื่องจากโครงการยาง 1 ล้านไร่ในระยะแรก นำเงินจากกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)มาจัดซื้อกล้ายาง และจัดหากล้ายางโดยประมูลซื้อจากบริษัทเอกชนจนทำให้สังคมตั้งข้อสังเกตความ ไม่โปร่งใส นำไปสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ รัฐ (คตส.)ยื่นฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการ เอกชน นักการเมือง แต่สุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกฟ้องจำเลย โครงการทั้งหมดเมื่อ 21 กันยายน 2552

