นักเศรษฐศาสตร์ ร่วมแก้วิกฤติ ถอดรหัสแผนปรองดองชาติ
ทีมข่าวเศรษฐกิจ
หนึ่งในแผนปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งพูดถึงหัวใจของการปฏิรูปประเทศที่มีความหมายครอบคลุมไปในเรื่องของการ แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในด้านรายได้ และโอกาสทางสังคม พร้อมประกาศเป็นโรดแม็ป เพื่อสร้างกระบวนการปรองดองในชาติไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา
ถูกตั้งคำถามจากนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยว่า รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นเจ้าของแผนปรองดองฉบับนี้ มีความเข้าใจถ่องแท้เพียงใดต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
ที่สำคัญ รัฐบาลจะดำเนินการตามแผนการนี้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ภายในระยะเวลาเท่าใด และมีองค์กรใดรับเป็นเจ้าภาพในการผลักดันให้การดำเนินการเพื่อสร้างความเป็น ธรรมในรายได้ และโอกาสทางสังคม ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง
เพื่อ เป็นการตอบโจทย์เบื้องต้น ทีมเศรษฐกิจ ขอ "ถอดรหัส" แผนปรองดองจากการสะท้อนมุมมองความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ข้างท้ายนี้เป็นโร ดแม็ป ส่องทางนำรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงในอนาคต ดังต่อไปนี้
ดร.สุวิทย์ เมษิณฑรีย์ ผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะทำให้เราหลุดรอดออกจากกับดักที่สร้างขึ้นมาด้วยตนเองได้และปรับเปลี่ยน จาก Negative Sum Game ซึ่งเป็น Lose-Lose กับทุกฝ่ายไปสู่ Positive Sum Game ที่จะจบลงด้วย Win-Win ของทุกฝ่ายได้
ประเด็นสำคัญก็คือ จะต้องทำให้ "โรดแม็ปของการปรองดอง" เป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อก้าวให้พ้นวิกฤติที่เผชิญอยู่ให้ได้ ไม่ใช่เป็นแค่ "วาทกรรม" เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น
การพัฒนาเศษฐกิจในระยะที่ ผ่านมาว่าประสบผลสำเร็จเชิงวัตถุ แต่ในแง่สังคม ล้มเหลวสิ้นเชิง ดูได้จากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่มีรากเหง้าจากความเหลื่อมล้ำในอำนาจ ความมั่งคั่ง และโอกาสที่หมักหมมอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน
ระดับความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นตัวกำหนดว่าคนในสังคมจะอยู่ด้วยกันอย่างร่วมมือร่วมใจ หรือขัดแย้ง จากการวิจัยพบว่า ประเทศที่ผู้คนมีความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมกันสูง ทุนทางสังคมของคนในประเทศนั้น จะต่ำ ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันก็ต่ำ และโอกาสที่จะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผู้คนย่อมมีอยู่สูง
การเผาสาขาของธนาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ย่านราชประสงค์ สถานีโทรทัศน์ และอาคารพาณิชย์ บ่งบอกถึงการปะทุของ "แรงกดดันเชิงชนชั้น" ที่มีความแตกต่างอย่างมากมายระหว่าง "ผู้ได้โอกาส" กับ "ผู้ด้อยโอกาส" ระหว่าง "คนที่รู้" กับ "คนที่ไม่รู้" และระหว่าง "คนรวย" กับ "คนจน"
รากเหง้าของความเหลื่อมล้ำในอำนาจ ความมั่งคั่ง และโอกาส มาจากการที่สังคมไทยไม่ Clean & Clear ไม่ Free & Fair และไม่ Care & Share ต่อกัน
สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความโปร่งใสในการจัด อันดับการทุจริตคอรัปชันของโลกความโปร่งใสของไทยยังอยู่ในอันดับที่ 57 จาก 62 ประเทศ ทั้งๆที่การทุจริตคอรัปชันเป็นรากเหง้าของความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่แทนที่จะปราบปรามการทุจริตคอรัปชันอย่างจริงจัง กลับปล่อยให้การทุจริตคอรัปชันเป็นเครื่องมือของการแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความสมประโยชน์ทางการเมือง
การปราบปรามการทุจริตคอรัป ชันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิด "สังคมสะอาด" เป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญ ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อ ให้เกิด "สังคมที่โปร่งใส" ซึ่งจะต้องปรับรื้อธรรมาภิบาลทั้งระบบไล่ตั้งแต่ปัจเจกชน ไปจนถึงบรรษัท ภาคสังคม ภาคการเมืองและรัฐ ซึ่งคนไทยเราไม่เคยตระหนักถึงการสร้างกลไกที่เชื่อมโยงธรรมาภิบาลในแต่ละภาค ส่วนเชื่อมต่อกันทั้งระบบให้เข้ากับมาตรการการปราบปรามคอรัปชันเพื่อสร้าง สังคมที่สะอาดและโปร่งใสขึ้น
การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะเห็นว่า ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในมิติอื่นๆไม่น้อย อย่างการกระจายรายได้ในช่วงเวลาเพียง 30 ปี ในปี 2529 คนที่รวยที่สุด 20% แรกครอบครองความมั่งคั่งถึง 49% ขณะที่คนที่จนที่สุด 20% มีสัดส่วนความมั่งคั่งเพียง 6%
แต่พอปี 2551 คนที่รวยที่สุด 20% แรก ครองความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 55% ส่วนคนที่จนที่สุด 20% แรก ครองความมั่งคั่งลดลงเหลือ 4.4% แสดงว่าการกระจุกตัวของความมั่งคั่งยังเกิดขึ้นในมิติของพื้นที่ซึ่งกรุงเทพ มหานครมีสัดส่วน GDP อยู่ถึง 42%
การพัฒนาเชิงสังคมที่ล้มเหลว ถือเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว เพราะความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำของอำนาจ ขณะที่โอกาสการสร้างสังคมที่เกื้อกูล และแบ่งปัน จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าระดับความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่เป็นปมปัญหาหลักของการที่ Care & Share Society ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย
สังคมที่ไม่สะอาด ไม่โปร่งใส ไม่เปิดใจกว้าง และไม่เป็นธรรมต่อกัน ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคนหายไป แต่กลับทำให้ความเชื่อมโยงในกลุ่มเดียวกันเหนียวแน่นยิ่งขึ้น เกิดคุณค่าใหม่ ที่กลายเป็นอำนาจนิยม พวกพ้องนิยม บุญคุณนิยม และสุขนิยม ดังจะเห็นได้จากการที่นักการเมืองผู้มีอิทธิพลเกาะกลุ่มกันเองอย่างเหนียว แน่นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกัน
ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
"ปัญหานโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ผ่านมา เน้นสร้างตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้สูง แต่ไม่ได้เน้นการกระจายความเจริญกระจายรายได้ให้สูงตามจีดีพีทำให้เกิดความ เหลื่อมล้ำซ้ำเติม ดังนั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความสมดุลระหว่างการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ด้วยการสร้างให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจมีรายได้ที่ สัมพันธ์กัน"
ความผิดพลาดของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ในความพยายามลดความเหลื่อมล้ำภายใต้แผนปรองดองแห่งชาติในครั้งนี้ก็คือ "ไม่มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน" ในการดำเนินนโยบายทำให้แผนที่ออกมาสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง โฟกัสไม่ได้
โจทย์ที่ต้องคิดก่อนคือ แผนลดความเหลื่อมล้ำมีเป้าประสงค์อย่างไร และภาคส่วนใดมีปัญหาเร่งด่วนที่สุด ขณะนี้ภาคเศรษฐกิจที่มีปัญหามากที่สุดคือ ภาคการเกษตรและแรงงาน โจทย์ต่อมาคือ แผนนี้มีเป้าหมายอย่างไร เช่นต้องการให้ภาคเกษตรมีรายได้ครัวเรือนละ 120,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 10,000 บาท ขณะที่ภาคแรงงานมีรายได้ไม่น้อยกว่าภาคการเกษตร จากนั้นจึงกำหนดกรอบรายละเอียด
รัฐบาลควรเริ่มต้นจากการจัดทำนโยบายส่งเสริมภาคเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ มีมาตรการที่ถูกที่ถูกเวลาเข้าไปดูแลลดความผันผวนในด้านราคา และด้านผลผลิตรวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ
"การสร้างระบบชล ประทานอย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ จำเป็นต้องการสร้างเสถียรภาพของภาคการเกษตร ในขณะที่การสร้างระบบประกันราคา และการประกันรายได้ที่สอดคล้องเป็นรูปธรรมกว่าที่เป็นอยู่จะช่วยในเรื่อง เสถียรภาพของรายได้ในภาคเกษตร"
ขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำในภาคแรง งาน จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจากนโยบายในการกระจายโรงงานอุตสาหกรรม และธุรกิจการบริการไปสู่ภาคต่างๆของประเทศไม่ให้กระจุกตัวในกรุงเทพฯและ ปริมณฑล
"รัฐบาลควรกำหนดแผนให้ชัดเจนว่า ต่อจากนี้หากจะสร้างโรงงานในภาคเหนือต้องเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด ภาคอีสานควรเป็นอุตสาหรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ภาคใต้ ภาคกลางเป็นอะไร โดยคำนึงถึงทักษะ ความถนัด ลักษณะนิสัยของคน และทรัพยากรที่มีเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์ ทั้งการกระจายรายได้ ลดต้นทุนการขนส่ง และเสริมสร้างระบบโลจิสติกส์ไปพร้อมๆกัน"
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูวิถีสังคมท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่ดีงามกลับมา เพื่อสร้างสังคมที่มีความพอเพียงไม่หลงกับวัฒนธรรมตะวันตก หรือวัตถุมากเกินไป เงินที่ได้มาก็จะพอใช้จ่าย และดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน
อย่าง ไรก็ตาม การส่งเสริมอาชีพหลักอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือน ตามเป้าประสงค์ ดังนั้น รัฐบาลควรจะมีตัวเสริมด้วยการจัดตั้ง "กองทุนเพิ่มพูนอาชีพ" ทำหน้าที่สร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรหรือแรงงาน โดยแบ่งเป็นอาชีพเสริมแบบถาวร และอาชีพเสริมช่วงหมดฤดูกาลเพาะปลูก
ธีรศักดิ์ ยอมรับว่า กองทุนนี้อาจต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก อาจต้องลงทุนมากถึงแสนล้านบาท แต่มูลค่าที่กลับมาสู่ประชาชนจะมากกว่าหลายเท่าตัว และที่สำคัญเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเกษตรและแรงงานหากอาชีพหลักเกิดปัญหา ซึ่งเท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยโดยรวม
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
การลดช่องว่างของรายได้ต้องใช้เวลา และต้องทำหลายๆด้านพร้อมๆกัน อย่างแรกที่ต้องทำคือ การให้การศึกษา ให้ประชากรยกระดับความเป็นอยู่ด้วยการศึกษา ยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้น หากยังไม่ประสบผลในรุ่นนี้ก็จะไปประสบผลในรุ่นหน้า ซึ่งมองว่ารัฐบาลได้เริ่มทำไปแล้ว ทั้งการจัดให้มีกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือการให้เรียนฟรี 15 ปี
สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น ให้เรียนนาน 15 ปี ไม่ได้แปลว่าจะฉลาดขึ้น รู้ทันคนมากขึ้น หลักสูตรต้องสอนให้เขาเป็นคนช่างคิด ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จะทำอะไร ต้องรอบคอบ รู้กฎหมายบ้านเมือง และที่สำคัญคือมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปและต้องให้ความรู้เรื่องการเมืองการปกครอง รู้สิทธิและหน้าที่ของตนเอง
นอกจากนี้คือ การให้การสาธารณสุขพื้นฐาน เพราะวัฏจักรแห่งความยากจน เริ่มจากความไม่รู้ และพอไม่รู้ ก็ทำให้การสาธารณสุขไม่ดี ป่วยบ่อย อ่อนแอ ไม่สามารถทำงานได้ และจะวนมาสู่ความยากจนอีก หากต้องการให้คนไทยหลุดพ้นวัฏจักรแห่งความยากจน ต้องให้สามารถเข้าถึงการสาธารณสุขที่ดี ด้านอาชีพและรายได้ หากมองเฉพาะรายได้และความเป็นธรรมของการกระจายรายได้ เห็นว่าเราต้องปรับปรุงรายได้ขั้นต่ำ เพื่อให้รายได้ของเขาเพียงพอต่อการใช้จ่าย เพราะความแตกต่างของรายได้ เรามีสูงมาก ค่าอาหารของผู้มีอันจะกินมื้อหนึ่ง สามารถเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวคนจนได้ทั้งเดือน
กลุ่มคนที่ต้องมี การปรับรายได้ขั้นต่ำคือ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ครู รวมทั้งผู้มีตำแหน่งทางการเมืองให้มีรายได้เพียงพอเหมาะสมกับตำแหน่ง สถานะ และความคาดหวังจากสังคม
เพื่อดึงดูดผู้ที่อยากทำงานการเมืองเข้ามาทำงาน โดยไม่มองเห็นการเลือกตั้งเป็นการลงทุน ที่ต้องมาหาผลประโยชน์คืนให้คุ้มกับที่ลงทุนไป
ลดความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจน
ส่วนค่าแรงและรายได้ขั้นต่ำ ควรถูกปรับให้เหมาะสมกับค่า ครองชีพ บางช่วงเงินเฟ้อสูงเป็นพิเศษอาจมีการช่วยเหลือชั่วคราว เช่น การให้สวัสดิการ ช่วยค่าครองชีพ หรือช่วยด้านอาหาร เช่น คูปองอาหารในสหรัฐฯ นี่เป็นเพียงตัวอย่าง "ไม่ต้องกลัวว่าปรับค่าแรงขึ้นแล้วไทยจะแข่งขันไม่ได้ คนจะปรับตัวและพัฒนาเพื่อความอยู่รอด เมื่อต้นทุนสูงขึ้นราคาก็ต้องถูกปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน ถ้าราคาสูงคุณภาพต้องดีขึ้น"
ข้อสำคัญที่สุดคือ "โอกาส" ทุกคนควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้มีฐานะทางสังคมดีมาก่อน มีโอกาสที่จะยกระดับฐานะให้ดีขึ้นได้ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วโอกาสเปิดกว้างกว่านี้มาก แต่ตอนนี้ช่องว่างกลับมากขึ้น โอกาสที่เปิดให้กับคนจนน้อยลงไปมาก
ทั้งนี้ รัฐไม่จำเป็นต้องทำเองทุกอย่าง บางอย่างต้องกระตุ้นและจูงใจให้ผู้มีความมั่งคั่งสูง ช่วยเผื่อแผ่โอกาสให้คนอื่นในสังคมด้วย เช่น การให้ทุนการศึกษา การฝึกงาน การให้ความรู้ อาจใช้วิธีทางภาษีเพื่อจูงใจ เมื่อมองอย่างนี้ โครงการต่างๆเพื่อสังคมและการศึกษาก็จะเกิดขึ้นอีกมาก
คณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง
เรากำลังต้องการทางออกในรูปของความเข้าใจในการสร้างสมดุล การเติบโตของเศรษฐกิจ การสร้างสังคมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่ต้องแก้ไข
ใครก็ตามที่ติดตามตัวเลข เศรษฐกิจต่อเนื่องจะได้ข้อสรุปคล้ายๆกัน คือ รายได้เพิ่มขึ้น และคนจนลด แต่การกระจายรายได้กลับเลวลง เพราะ 20 ปีที่ผ่านมา (2530-2550) รายได้แท้จริงต่อประชากรเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า จำนวนคนจนใต้เส้นความยากจนลดลงจาก 22 ล้านคน เหลือราว 5.4 ล้านคน ลดลง 8% กรุงเทพฯ มีคนจนใต้เส้นความยากจนเหลือ 1% แต่คนจนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มี 13%
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ความต่างของรายได้ระหว่างคนในกรุงเทพฯ กับภาคอีสานห่างกันถึง 13 เท่า ขยายตัวมาจากที่เคยต่างกันเพียง 5 เท่า เมื่อ 20 ปีก่อน หมายความว่า เมื่อก่อนกรุงเทพฯกับต่างจังหวัดต่างกันบ้าง แต่ขณะนี้ต่างกันมาก
แสดงว่าการกระจายรายได้ (วัดโดยดัชนีความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ Gini-Coefficient) เลวลงตลอด 20 ปี และเลวลงในทุกภาค คนรวยที่สุดยังมีรายได้มากกว่าคนจนอยู่ประมาณ 12 เท่า ไม่เปลี่ยนแปลงตลอด 20 ปี และเชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้การ กระจายรายได้แย่ลงไปอีก เมื่อข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเชื่อมโยงถึงกัน ความรู้สึกของความเหลื่อมล้ำก็เริ่มชัดเจนขึ้น จึงทำให้ผู้คนที่รู้สึกว่ามีน้อยกว่าเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะทราบปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ดี แต่ นโยบายหลักๆที่ทำกันมาก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์โดยตรง ทั้งนโยบายประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และการให้เบี้ยยังชีพ ซึ่งแม้ จะเป็นมาตรการที่ดี แต่ก็เป็นเพียงการช่วยลดภาระการดำรงชีพเท่านั้น ยังไม่มีนโยบายที่จะยกระดับรายได้ของคนที่มีรายได้ระดับกลางๆลงไป
ขณะนี้ประเทศมีโอกาสที่จะจัดทำแผนปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากเอเชีย จีน อินเดีย มีการขยายตัวสูง ทำให้ความ ต้องการข้าว-ยาง-มัน-น้ำตาล และสินค้าในภาคเกษตรอื่นๆมีมากขึ้น แต่จะทำได้ก็ต้องดำเนินการครบทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งรัฐบาลต้องทำงานหนักผ่านการลงทุน 3 ด้าน
ด้านแรก คือ การลงทุนในระดับชุมชนที่ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน ยกตัวอย่าง หลายชุมชนในภาคอีสานสามารถปลูกยางได้ มีอนาคตแน่ แต่ระหว่างที่ต้องรอ 7 ปี ต้องคิดว่าจะหารายได้มากจากที่ไหนหรือสินเชื่อจากที่ใด หากมีการลงทุนให้ก่อนช่วงแรกนี้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างอาชีพ ก็จะเป็น win-win เพราะเป็นการเพิ่มทั้งรายได้ ของประเทศ และดีต่อการกระจายรายได้
ด้านที่สอง การลงทุนสร้างคนให้สามารถคิด รู้จักพอเพียง และปรับเปลี่ยนเพิ่มคุณภาพของธุรกิจที่ทำอยู่ เรื่องนี้เกี่ยวกับการปฏิรูปคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบที่รอคอย มานาน แต่ยังไม่มีใครทำอย่างเป็นระบบ การลงทุนแบบนี้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวให้แก่ประชาชนและชุมชนที่คุ้มค่าที่สุด
ด้านที่สาม คือ การลงทุนสร้างสัญญาของสังคม ซึ่งเป็นความชัดเจนในนโยบาย ซึ่งจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย กรณีมาบตาพุด เป็นตัวอย่างของการสร้างสัญญาระหว่างนักลงทุน รัฐบาล และชุมชน
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ปัญหาเฉพาะหน้าที่ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขก่อนก็คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบ การรายย่อยและผู้คนอีกนับหมื่นที่กำลังจะตกงานซึ่งหลายภาคส่วนกำลังให้ความ ช่วยเหลือ รัฐบาลเองก็ต้องเข้าไปช่วยต้องตั้งศูนย์อำนวยการที่เป็น One stop service การอนุมัติแผนงานช่วยเหลือต่างๆต้องเร็ว
ขณะเดียวกัน ต้องหาทางปรองดองด้านจิตใจให้ได้ก่อน จึงดึงทุกภาคส่วนมาทำความเข้าใจก่อนจะไปพูดเรื่องแผนปรองดองแห่งชาติเพื่อ ปฏิรูปประเทศในระยะยาวกัน
ทั้งนี้ การปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเป็นเป้าหมายในแผนปรองดองแห่งชาตินั้น รัฐต้องเข้าใจรากฐานปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ไปสู่ความเป็นรูปธรรมให้ได้
ที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเพื่อการเจริญเติบโต (Growth) เพราะรัฐบาลมีวาระไม่นานจึงต้องการแสดงให้เห็นว่าสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้ เติบโตได้ แต่เศรษฐกิจยิ่งเติบโตก็ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่ม มากขึ้น
การแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้จึงต้องเข้าใจรากฐานทางเศรษฐกิจและ สังคมที่เป็นอยู่ ประกอบด้วย 1. ปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สินในภาคเกษตร การขาดการรวมกลุ่ม ถูกเอารัดเอาเปรียบ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยการสร้างยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ทางอาหารและพลังงาน ปรับโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรให้เกิดความสมดุล สนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ภาคเกษตรมีความเข้มแข็ง
2. สร้างสังคมสวัสดิการโดยความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชนและภาคประชาชน เพราะการจะเดินไปสู่รัฐสวัสดิการเลยเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติ เพราะรัฐไม่มีเงินมากขนาดนั้น หนทางออกจึงต้องเป็นไปในลักษณะสังคมสวัสดิการที่ต้องดึงเอกชนเข้ามามีส่วน ร่วม สร้างสังคมสวัสดิการ สร้างกองทุนสวัสดิการขึ้นมา
3. การยกระดับรายได้ลดรายจ่ายของประชาชนที่ต้องอาศัยการทุ่มเทพัฒนาการศึกษา ครั้งใหญ่เป็นเครื่องมือยกระดับขีดความสามารถ ของผู้คน เมื่อคนมีการศึกษาจะสามารถเข้าถึงแหล่งงาน แหล่งทุน และดึงความสามารถออกมาใช้ ส่วนการลดรายจ่าย ภาครัฐต้องเป็นกลไกหลักด้วยการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมทั่วทั้ง ประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมลงมาได้
4. การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นอีกรากฐานหนึ่งของความไม่เท่าเทียมกัน
5. การยกระดับและปฏิรูปองค์กรท้องถิ่นสร้างสมดุลระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และจำเป็นจะต้องสร้างกลไกรองรับการแสดงออกของประชาชนด้วยว่ากระทำได้ในขอบ เขตมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่แผนปรองดองแห่งชาติจะสัมฤทธิผลได้ ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมไปสู่รูปธรรมและแปลงไป สู่แผนปฏิบัติการ (ActionPlan) ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่สุดท้ายก็ ถูกวางเอาไว้บนหิ้งไม่ได้รับการปฏิบัติ นี่จะจบแผนฯ 10 แล้วเนื้อหาเป็นอย่างไร จะนำพาประเทศไทยไปทิศทางใดผู้คนก็ยังเดาไม่ออก
"แผนปรองดองแห่งชาตินี้ก็เช่นกัน หากรัฐตั้งเรื่องเองเออเองทำอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่มีวันไปสู่เป้าหมายและสำเร็จได้"

