เจาะลึกข้อมูล "ความเหลื่อมล้ำ" 25 ปีที่ผ่านมา "เจ้าของทุน" ได้มากที่สุด
ประเด็น "ความเหลื่อมล้ำ" ทางเศรษฐกิจและสังคมถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หลาย ๆ ฝ่ายเห็นตรงกันว่า จากนี้ไปควรมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่า สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้วิกฤตความขัดแย้งของคนในสังคม คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นปัญหาเรื้อรังสะสมอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน
การพูดถึงความ เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนมากจะวัดได้จาก "ความรู้สึก" เปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็นได้ง่ายในสังคมไทย ขณะเดียวกันก็มีปัญญาชน นักวิชาการ และนักคิด หลายท่านพยายามวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมไทย
"ความคิดของ ปัญญาชนหลาย ๆ ท่าน เช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ซึ่งพูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมไทย ได้จุดประกายผมให้มาสนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อยืนยันว่าความคิดของปัญญาชน หลาย ๆ ท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้อง" นายบรรยง พงษ์พานิช ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ภัทร บอกถึงสาเหตุที่สนใจศึกษาเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย"
นาย บรรยงกล่าวว่า ข้อมูลที่ บล.ภัทรศึกษาวิเคราะห์ใช้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพียงแต่นำข้อมูลมาจัดระเบียบใหม่และวิเคราะห์ในมุมมองที่แตกต่างออกไป
โดย ประเด็นแรกพบว่า เศรษฐกิจไทยใน 25 ปีที่ผ่านมาขยายตัวค่อนข้างดี แม้จะมีการสะดุดเป็นครั้ง ๆ อย่างช่วงเกิดวิกฤตปี 2540 และเกิดวิกฤตของโลกเมื่อปี 2551 แต่เศรษฐกิจโดยรวมถือว่า ขยายตัวค่อนข้างดี ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ 25 ปีที่ผ่านมาเราเข้าสู่การเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ กลายเป็นเศรษฐกิจระบบโลกาภิวัตน์มากขึ้น
จากตัวเลขการขยายของ เศรษฐกิจไทยใน 25 ปี พบว่ารายได้ ต่อหัว (GDP per capita) ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 3 เท่า ซึ่งถือว่าสูง นั่นแปลว่า ผลผลิตเพิ่มขึ้น 3 เท่า คนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าด้วย
ประเด็นที่ 2 พบว่าคนจนทั่วประเทศลดลงจาก 44.9% ใน ปี 2529 เหลือเพียง 8.9% ในปี 2551 และประเด็นที่ 3 พบว่า ความเหลื่อมล้ำของรายได้ต้องถือว่าคงที่และดีขึ้น
จากการวัดความ เหลื่อมล้ำของรายได้ประชากรกลุ่มที่รวยที่สุด 20% แรกเทียบกับประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุดหรือจนที่สุด 20% ล่างสุด (Top 20%/Bottom 20%) จากข้อมูลของสำนักงานสถิติ แห่งชาติ พบว่าในปี 2529 อยู่ที่ 12.8 เท่า และขึ้นไปถึง 14 เท่ากว่าในปี 2542 และเป็น 12.7 เท่าในปี 2551 ตัวเลขดังกล่าว บอกว่าแม้จะไม่ดีแต่อย่างน้อยความเหลื่อมล้ำของรายได้ก็ไม่เลวลง
"ผล สรุปจากข้อมูลดังกล่าว เค้กก้อนใหญ่ขึ้นมาก แต่การแบ่งเค้กไม่ค่อยดี ทำให้เกิดความแตกแยก ซึ่งหลายคนอาจไม่เห็นกับข้อสรุปดังกล่าว" นายบรรยงกล่าว
นายบรรยงขยายเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวค่อนข้างดี แต่การแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ค่อยดี มีข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นจากการ นำข้อมูลของสำนักงานสถิติฯมาจัดใหม่ โดยจับประเด็นช่วง 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตและหลังเกิดวิกฤตปี 2540 เป็นสำคัญ จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตมากก่อนเกิดวิกฤต แล้วสะดุดลงครั้งใหญ่หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวแล้วเจริญเติบโตได้ค่อนข้างดี ปานกลางในอัตราการเติบโต 5-6%
ประเด็น ที่นายบรรยงต้องการนำเสนอไม่ใช่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องใครบ้างที่ได้ "ส่วนแบ่งในระบบเศรษฐกิจ" ซึ่งเขาได้จัดแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนแบ่งในระบบเศรษฐกิจออกเป็น "กลุ่มที่รับค่าจ้าง : Wage income" กับ "กลุ่มที่ไม่รับค่าจ้าง : Nonwage income" ทำให้พบว่าส่วนแบ่งในระบบเศรษฐกิจของกลุ่มรับค่าจ้างที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ไม่มีทักษะ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีรายได้ลดลงจาก 44% ในปี 2541 ลงเหลือ 39% ในปี 2551
กล่าวคือ คนที่รับค่าจ้างเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ตัวเขาอาจดีขึ้น แต่เขาได้ส่วนแบ่งน้อยลง ขณะที่ส่วนแบ่งของกลุ่มไม่รับค่าจ้าง คือ ส่วนของเจ้าของทรัพย์สินหรือที่ดินกับเจ้าของทุนเพิ่มขึ้น โดยปี 2551 มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 61% เพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2541
"แปลว่า พัฒนาการความเจริญของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังวิกฤต ผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกับเจ้าของทุน เพราะสัดส่วนของค่าจ้างแรงงานลดลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากทุน ค่าเช่า และอื่น ๆ ดังนั้นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน่าจะเพิ่มขึ้น" นายบรรยงกล่าว
เมื่อเจาะลึกใน กลุ่มที่ไม่รับค่าจ้าง พบว่าส่วนแบ่งของเจ้าของทรัพย์สินหรือที่ดินในปี 2541 มีรายได้จากค่าเช่า และอื่น ๆ เป็นสัดส่วนต่อรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนถึง 26% แต่หลังวิกฤตปรับลดลงอย่างแรงเหลือเพียง 10% ในปี 2546 และกระเตื้องขึ้นบ้างแต่ ไม่มาก ขณะที่ส่วนของเจ้าของทุนมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ในปี 2541 อยู่ที่ 6% แล้วปรับเพิ่มขึ้นเป็น 13% ในปี 2552
ข้อมูลดัง กล่าวสรุปได้ว่า "เจ้าของทุนในระบบได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ" นายบรรยงกล่าว
ส่วนแรงงานที่รับค่าจ้าง ก็แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ แรงงานในภาคเกษตร กับนอกภาคเกษตร ซึ่งจากข้อมูลพบว่าสัดส่วนการจ้างงานในภาคเกษตรลดลงต่อเนื่องจาก 45% ในปี 2541 ของแรงงานทั้งหมดเหลือ 39% ของการจ้างงานทั้งประเทศ (หรือ 14.7 ล้านคน) ในปี 2552 ชี้ว่าจำนวนคนของภาคเกษตรไม่ได้เพิ่มขึ้น และ พบว่าสัดส่วนรายได้ของแรงงานภาคเกษตรก็ปรับลดลงเช่นกัน
ส่วนการจ้าง งานนอกภาคเกษตร คือ ค้าส่ง ค่าปลีก ก่อสร้าง และภาคบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่ในเมืองและเป็นแรงงานไม่มีทักษะ (unskilled) มีผลผลิตต่ำ ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนการจ้างงานเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2541 เป็น 29% ในปี 2552 (หรือ 11 ล้านคน) แต่เมื่อดูผลตอบแทนต่อหัวของแรงงานกลุ่มนี้พบว่า มีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับภาคการผลิตอื่น ๆ เช่น การจ้างงานในภาคข้าราชการ การศึกษา และสาธารณสุข ที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนการจ้างงานและสัดส่วนรายได้ ซึ่งเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 2548 หรือในช่วงรัฐบาลทักษิณ 2
"ตัวเลขดัง กล่าวบอกว่า แรงงานภาคเกษตรไม่เพิ่ม แต่สัดส่วนรายได้ลดลงมากกว่า ขณะที่แรงงานนอกภาคเกษตรที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนเมืองเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าแรงงานไหลออกจากภาคเกษตรเข้ามาที่ภาคผลผลิตต่ำเป็นหลัก แต่สัดส่วนรายได้ของกลุ่มหลังนี้ก็ปรับ ลดลง ดังนั้นแรงงานในเมืองเมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่ได้อะไรเลย ค่าแรงอาจลดด้วยซ้ำ นี่อาจเป็นการตอบโจทย์เรื่องค่าแรงขั้นต่ำด้วย" บรรยงกล่าว
นอกจาก นี้ ข้อมูลการสร้างช่วง 10 ปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ (ตั้งแต่ปี 2541-2552) พบว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้น 7.6 ล้านคน โดยภาคที่เพิ่มมากที่สุดคือ ภาคค้าส่งค้าปลีก (พนักงานบริการในเมือง) เพิ่มขึ้น 24% รองลงมาเป็นภาคโรงแรมและภัตตาคารเพิ่มขึ้น 13% ภาคเกษตร 17% ภาคอุตสาหกรรม 14% และภาครับเหมาก่อสร้าง 9%
นายบรรยงกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวกำลังจะบอกว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ 75-80% เป็นการเพิ่มของแรงงานที่ไม่มีทักษะ ไม่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เพราะฉะนั้นการเพิ่มของประชากรเมืองคือการเพิ่มของคนกลุ่มนี้ ซึ่งมองมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางสังคมเห็นชัดว่ามีความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากได้สัมผัสกับความไม่เป็นธรรมและระบบอภิสิทธิ์ชนโดยตรงจากสังคมใน เมือง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบแบ่งชนชั้น และนี่คือการยืนยันว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีจริง และเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางสังคม
"ฉะนั้น จากการศึกษาทั้งหมดสรุปว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต ประโยชน์ของความเจริญเข้าสู่เจ้าของทุนมากที่สุด รวมทั้งพวกที่มีทักษะคือคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางระดับสูงที่มีทักษะการทำงานเฉพาะด้าน เช่น คนทำงานด้านการเงิน การธนาคาร นักโฆษณา นักการตลาด และข้าราชการ" นายบรรยงกล่าว
สำหรับ แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นายบรรยงมุ่งเน้นเรื่อง "การกระจายรายได้และโอกาส" ซึ่งมีการพูดถึงกันมาก โดยนายบรรยงเสนอว่า เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และโอกาส สิ่งที่ภาครัฐควรทำคือ การปรับปรุงกระบวนการภาษี การปฏิรูปภาษี การจัดเรื่องรัฐสวัสดิการ การให้ความสำคัญเรื่องธรรมาภิบาล และการยกเลิกระบบอภิสิทธิ์ชน
"เรื่อง เกี่ยวกับกระบวนการภาษีอาจมีปัญหาเรื่องความล่าช้า และประสิทธิภาพการจัดเก็บ แต่จำเป็นต้องทำและหวังจะให้เกิดผลทันทีในการแก้ความแตกแยกคงยาก แต่กระบวนการงบประมาณจะเร็วกว่า ซึ่งอยู่ในแผนปรองดองของรัฐบาล คือ ขจัดความ เหลื่อมล้ำ แต่ควรมีความชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง" นายบรรยงกล่าว

