วิจัยแรงงานไทยหนี้ท่วม1ใน10คิดปลิดชีพตัวเอง
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม จับมือ สสส.-สช. เปิดรายงานสุขภาพคนไทยรับวันแรงงาน ว่างงานลด การศึกษาพัฒนา รายได้สูงขึ้น แต่หนี้พุ่งตาม ขณะที่ 1 ใน 10 แรงงานไทยอยากฆ่าตัวตาย
รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือและเครือข่าย อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า วปส. ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดทำรายงานสุขภาพคนไทยปี 2553 เรื่อง "วิกฤติทุนนิยม สังคมมีโอกาส" ในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี
รายงานดังกล่าวประกอบด้วย ดัชนีชี้วัดทางสุขภาพของแรงงานไทย 12 ด้าน ครอบคลุมทั้งสุขภาพ กาย ใจ คุณภาพชีวิต การเงิน ความปลอดภัย เป็นต้น จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าปัจจุบันมีประชากรวัยแรงงานกว่า 42.6 ล้านคน คิดเป็น 67.4% ของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างเอกชน 38% รองลงมาคือ ทำงานส่วนตัว 32% ธุรกิจครอบครัว 18% ลูกจ้างรัฐ 9% และนายจ้าง 3% ภาคอีสานมีแรงงานมากที่สุด 32% รองลงมาคือ ภาคกลาง 25% และอยู่ในกรุงเทพฯ น้อยที่สุด 11%
รศ.ดร.ชื่นฤทัยกล่าวว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราการว่างงานของแรงงานไทยลดลงอยู่ที่ 2% ของแรงงานทั้งหมด และมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นจากปี 2542 ที่มีแรงงานจบระดับอุดมศึกษา 10% เพิ่มเป็น 16% ในปี 2552 ส่งผลให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 21,139 บาทต่อเดือน แต่กลับมีภาวะหนี้สินโดยรวมอยู่ที่ 133,328 บาทต่อครัวเรือน ยิ่งมีรายได้สูงยิ่งเป็นหนี้สูงขึ้นตามไปด้วย โดยแรงงานในภาคการไฟฟ้า ก๊าซ การประปา มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงสุดราวเดือนละ 60,875 บาท รองลงมาเป็นด้านการเงิน ประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 57,936 บาท ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีรายได้ต่ำที่สุด เฉลี่ยเดือนละ 14,653 บาท
เมื่อสำรวจด้านสุขภาพ โดยแบ่งแรงงานไทยเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอายุ 15-29 ปี พบว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยคือ อุบัติเหตุ โรคทางจิตเวช และเอดส์ 2.กลุ่มอายุ 30-59 ปี พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงคือ ในผู้ชาย อุบัติเหตุและโรคทางจิตเวชจะลดลงเกือบครึ่ง แต่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากขึ้น ส่วนแรงงานหญิงกลับป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจมากที่สุด ส่วนโรคที่เกิดจาก การประกอบอาชีพ พบว่าการเจ็บป่วยที่เกิดจากสารพิษกำจัดศัตรูพืชมีสัดส่วนสูง ถึง 80% รองลงมาคือ โรคพิษจากสารปิโตรเคมี 8% โรคปอดจากการประกอบอาชีพ 6% โรคพิษจากแก๊สและสารระเหย 3% และโรคพิษจากสารแมงกานีส แคดเมียม ปรอท 2% โรคจากสารตะกั่ว 1%
"ปัญหาที่คุกคามสุขภาพแรงงานไทยทั้งชายและหญิงในทุกช่วงอายุคือ โรค เอดส์ และเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น จากผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่พบว่า 1 ใน 10 ของแรงงานเคยคิดฆ่าตัวตาย เนื่องมาจากคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี อาชีพรับจ้างทั่วไปจะมีสุขภาพจิตต่ำกว่าอาชีพอื่น เพราะไม่มีความมั่นคงในชีวิต ส่วนข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ มีสุขภาพจิตดีที่สุด" รศ.ดร.ชื่นฤทัยกล่าว
ด้านนางเบญจมาภรณ์ จันทรพัฒน์ ผอ.สำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและบริการสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ขณะนี้แรงงานไทย 2 ใน 3 เป็นแรงงานนอกระบบ อยู่ในภาคการเกษตร ประมง บริการ หัตถกรรม ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่มีการคุ้มครองสวัสดิการทั้งสุขภาพและรายได้ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจเมื่อปี 2551 พบว่าแรงงานนอกระบบมีอัตราการได้รับการบาดเจ็บเนื่องจากการทำงาน 174 ต่อ 1,000 ประชากร สูงกว่าแรงงานในระบบ 1.64 เท่า และ 2 ใน 5 ของแรงงานนอกระบบต้องทำงาน 50 ชั่วโมงขึ้นไปต่อ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ เห็นได้จากปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน เกิดในกลุ่มแรงงานนอกระบบมากกว่า

