คำสั่งอภิสิทธิ์แท้ง รื้อประกันสุขภาพ
โครงการรื้อโครงสร้างระบบสวัสดิการสุขภาพส่อแววแท้ง หน่วยงานรัฐเมินศึกษาความเป็นไปได้ ตามคำสั่งนายกฯ ทีมที่ปรึกษาชี้ทำตามนโยบายปชป.ไม่เอื้อประโยชน์ใครคาดงานไม่คืบเหตุหวง อำนาจ ด้านเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ แจงแนวคิดควบรวม 3 ระบบประกันสุขภาพไม่มีทางเป็นไปได้ แนะให้ตั้งกองทุนบริหารจัดการด้านการเงินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ส่วนของสปส.ยืนยันยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีสาธารณสุข รัฐมนตรีแรงงาน และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)หารือเรื่อง "ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม" จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรื้อระบบให้แล้วเสร็จภายในระยะ 1 เดือน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเห็นว่าคนไทยบริโภคยามากกว่าการดูแลสุขภาพ จึงไม่ต้องการใช้ยามากขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียเม็ดเงินกับการนำเข้ายาจำนวนมากจึงสมควรที่จะต้องมีการปรับ เปลี่ยนระบบ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้ติดตามความคืบหน้าแต่พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่มี ความชัดเจนกับการศึกษาเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้แหล่งข่าวจากสภาพัฒน์ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหน่วยงานแทนนายก รัฐมนตรีกล่าวว่าทางสภาพัฒน์ยังไม่ได้รับรายงานจากแต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะ เป็นกระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้เช่นเดียว กัน แหล่งข่าวจากทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเรื่องการควบรวมระบบประกัน สุขภาพนี้เป็นแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์มานานแล้วตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำเรื่องระบบประกันสุขภาพครอบครัวและเมื่อมีการเปลี่ยน มาเป็นระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคทางนายกฯอภิสิทธิ์จึงต้องการบูรณาการระบบให้ใช้ได้ครอบคลุม จึงสั่งให้แต่ละหน่วยงานกลับไปศึกษาความเป็นไปได้กลับมา
ทั้งนี้หลายรัฐบาลที่ต้องการนำเงินของสำนักงานประกันสังคมหรือสปส.มาช่วยแรง งานอื่นแต่ไม่สามารถกระทำได้เพราะสปส.ไม่ยินยอมเพราะถือว่าไม่ใช่กลุ่มผู้ ประกันตน และเงินแต่ละกองทุนที่มาของเงินก็มีความแตกต่างกัน วัตถุประสงค์การดำเนินการของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน คาดว่าแต่ละหน่วยงานจึงไม่ต้องการที่จะนำไปควบรวมกับใคร หรือหากจะควบรวมคงต้องใช้เวลาในการศึกษารายละเอียดให้มาก ทั้งรูปแบบการจ่ายเงินเข้ากองทุนการบริการไปจนถึงการบริหารงาน
ด้านน.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ 3 ระบบใหญ่ของประเทศ ได้แก่ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ละระบบมีความแตกต่างกันในเรื่องของแหล่งที่มาของเงิน สิทธิประโยชน์ ผู้ให้บริการ และระบบการจ่ายเงิน ทำให้ระบบมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการให้บริการนั้น ส่งผลกระทบกับผู้ใช้บริการโดยตรง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันระบบสวัสดิการข้าราชการมีรูปแบบวิธีการจ่ายเงินในระบบเปิด คือ จ่ายตามปริมาณบริการจริง ซึ่งเป็นระบบที่ให้มีการเบิกงบประมาณในการรักษาพยาบาลได้อย่างอิสระทำให้รัฐ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก จากการใช้ยาเกินความจำเป็น รวมทั้งมีการใช้ยาใหม่และยาที่มีราคาแพงจึงควรมีการกำหนดเพดานว่าแต่ละปี สามารถที่จะเบิกได้จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นแบบปลายปิดเช่นเดียวกับรูปแบบการจ่ายเงินในระบบประกันสังคมและระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ทั้งนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพรัฐบาลต้องแก้ไขใน 3 ส่วนคือ
1. ปฏิรูปการจ่ายเงินในระบบประกันสุขภาพให้เป็นระบบงบประมาณปลายปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ขณะเดียวกันให้มีวิธีการจ่ายและอัตราที่เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับความจำเป็น และรักษาคุณภาพบริการให้เป็นมาตรฐาน 2. ส่งเสริมให้เกิดระบบบริการปฐมภูมิ (บริการด่านหน้าด้านสาธารณสุข) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งในเขตเมืองและชนบท ระบบนี้จะช่วยทำให้คนมีสุขภาพดี ลดการใช้บริการในภาคโรงพยาบาล 3. จัดให้มีหน่วยงานกลางมาดูแลระบบการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาระบบ ประกันสุขภาพของประเทศ
"การรวมกองทุนทั้ง 3 กองทุน เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมานานและถือเป็นเรื่องยากเพราะมีแรงต้านมาก ด้วยเกรงว่าจะได้รับบริการที่ด้อยลง ดังนั้นจึงเสนอขอให้เร่งทำระบบบริการปฐมภูมิ หรือบริการด่านหน้าด้านสาธารณสุขในทุกระบบกองทุน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ดีกว่าเจ็บป่วยแล้วเข้ามารับการรักษา " น.พ.สมศักดิ์ กล่าว
ด้านนางสาวบุญจันทร์ ไทยทองสุข โฆษกสปส. กล่าวว่า ขณะนี้ทางสปส.ยังไม่ได้รับนโยบายจากหน่วยงานต้นเรื่องที่ดูแลรับผิดชอบคือ สำนักงานหลักประกันสังคมแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ หากได้ข้อยุติเมื่อใด ทาง สปส.ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายทันที
อนึ่ง เรื่องการสั่งรื้อโครงสร้างระบบสวัสดิการสุขภาพทั้ง 3 ระบบมีผลสืบเนื่องจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2551 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสร้างความตระหนักถึงการเลือกใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลตามบัญชียาหลักแห่ง ชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยทุกสิทธิได้รับยาอย่างเท่าเทียม ไม่รอนสิทธิ และควบคุมค่าใช้จ่ายที่สูงเกินปกติของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

