Skip to main content
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน logo
Text size  Normal text size | Bigger text size | Biggest text size

Search

  • หน้าแรก
  • รายงานพิเศษ
  • แถลงข่าว
  • บทความ
  • บทบรรณาธิการ
    • มาตรา 190
    • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ผูกขาด
    • คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
    • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • ร่วมรณรงค์
  • ศูนย์รวมข่าว FTA
  • Multimedia Library
    • Video Clip
    • Sound Clip
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
หน้าแรก » ข่าวเอฟทีเอ » สช.แก้ปมทรัพย์สินปัญญาแยก”ยา”ยุทธศาสตร์เฉพาะ

สช.แก้ปมทรัพย์สินปัญญาแยก”ยา”ยุทธศาสตร์เฉพาะ

Submitted by info on Thu, 04/02/2010 - 20:27

สช.ดึงทุกฝ่ายแก้ปมขัดแย้งยุทธศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาหลังภาคประชาชนร้องนายกฯ ชี้รวม “ยา-เวชภัณฑ์”กระทบการเข้าถึงยา สุดท้ายก.พาณิชย์ชงเข้าครม.ตัดหน่วยงานสธ.ออกจากร่างระเบียบสำนักนายกฯ เผยทีมทำงานเตรียมตั้งกลไกดัน “ยาเวชภัณฑ์”ยุทธศาสตร์เฉพาะ

นพ.ชาตรี เจริญศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญา แห่งชาติที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เพื่อเร่งรัดปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ขอใช้สิทธิตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ทบทวนยุทธศาสตร์ฯและแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเกรงว่าจะขัดแย้งกับยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทยซึ่ง เป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อปี 2551

ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน2552 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะที่ได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้หาทางออกในเรื่องนี้ได้จัดประชุมทุก ภาคส่วน มีนักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์โดยมีอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้าร่วมด้วย ซึ่งที่ประชุมมีมติให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการดังนี้ 1.)เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติว่าด้วยยาและเวชภัณฑ์เป็นการเฉพาะ 2.)ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การเภสัชกรรม และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดทำแผนยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติว่าด้วยยาและเวชภัณฑ์เพิ่มเติม ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยกระบวนการส่วนร่วมของทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ 3.)ใช้กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันในการจัดการปัญหาเกี่ยวกับ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้านยาและเวชภัณฑ์(สิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้า) กรณีที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่การจัดทำยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติว่า ด้วยยาและเวชภัณฑ์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

“ล่าสุดเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้พิจารณารับหลักการของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ บริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยในร่างระเบียบฯนี้ได้ตัดอย.ออกจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปราบ ปรามการละเมิดฯและกฎหมายของกระทรวง 4 ฉบับออกหมดแล้ว ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง กฎหมายว่าด้วยยา กฎหมายว่าด้วยอาหาร กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยังคงเหลือเพียงกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข” นพ.ชาตรี กล่าว

รองเลขาธิการคสช.กล่าวอีกว่า เป็นเจตนาที่ดีของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการมุ่งเน้นให้เร่งปราบปรามในเรื่อง การละเมิดลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้า เช่น เทปผีซีดีเถื่อน โดยผ่านทางยุทธศาสตร์ฯ และแผนเร่งรัด ฯ แต่เนื่องจากประเด็นเรื่องของยาหรือเวชภัณฑ์นั้นการพิสูจน์ว่ามีการละเมิด สิทธิบัตรหรือไม่นั้นเป็นกระบวนการที่ต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์นั้น ๆ โดยเฉพาะ ดังนั้น กรณีของยาหรือเวชภัณฑ์จะไม่สามารถกล่าวอ้างได้โดยง่ายหรือใช้วิธีการเพียง ผิวเผินในการพิสูจน์การละเมิดลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าเหมือนกับกรณี สินค้าอื่นๆได้ ฉะนั้นควรรีบจัดทำยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาที่จำเพาะเจาะจงในเรื่องยาและ เวชภัณฑ์ขึ้นมา และสนับสนุนให้มีการสื่อสารต่อประชาชนอย่างถูกต้องว่าผลิตภัณฑ์ยาชื่อสามัญ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ยาปลอมและไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

“ยา และเวชภัณฑ์เป็นสินค้าที่มีความเฉพาะและไม่เหมือนกับสินค้าอื่น หากไม่แยกออกมาจากยุทธศาสตร์ฯดังกล่าว อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรป ซึ่งมีการยึดยาชื่อสามัญ (Generic drugs) ต้องสงสัย โดยกล่าวอ้างว่าเป็นยาละเมิดสิทธิบัตร เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าขัดกับยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากร ไทย ที่กำหนดยุทธศาสตร์เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ และการวิจัยและพัฒนายาใหม่ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เน้นการพึ่งตนเองเพื่อการเข้าถึงยาของประเทศในด้านยาและ เวชภัณฑ์

ดังนั้น ในทางปฏิบัตินั้นไม่ควรปฏิบัติกับยาและเวชภัณฑ์เหมือนเช่นสินค้าละเมิด ลิขสิทธิ์อื่นๆ ที่ใช้วิธีการจับหรือยึดสินค้าปลอมแปลงได้ทันที เพราะเรื่องของสิทธิบัตรเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีช่องทางให้เข้าไปพิสูจน์การละเมิดในกระบวนการศาลทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ แล้ว ขณะนี้ สช. ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ คสช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับทราบความคืบหน้าแล้ว ซึ่งคสช.มีมติให้ติดตามการขับเคลื่อนในเรื่องยุทธศาสตร์ยาและเวชภัณฑ์ที่แยก เฉพาะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชุมกันในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เพื่อจัดตั้งกลไกหรือองค์คณะทำงานในเรื่องดังกล่าว” นพ.ชาตรี กล่าว

ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ และแผนเร่งรัดฯ จะต้องไม่เกินข้อตกลง TRIPs ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบกับการเข้าถึงยาได้ อีกทั้งจะต้องมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบกับภูมิปัญญาไทยโดยเฉพาะในเรื่องการจด สิทธิบัตรสมุนไพรต่างๆ ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้านเพียงพอที่จะชี้ว่าการเร่งรัด เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ไทยมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดีการทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ฯ และแผนเร่งรัดฯ นี้ได้สะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังเสียงทักท้วงจากภาคประชาชน

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับมติที่ประชุมให้แยกยาและเวชภัณฑ์ออกจากยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทาง ปัญญา โดยในส่วนยุทธศาสตร์ฯและแผนเร่งรัดฯที่ผ่านครม.แล้วนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเน้นในเรื่องการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าอื่นๆ ทั่วไป

  • ASTVผู้จัดการออนไลน์
  • สาธารณะสุขและรัฐสวัสดิการ
  • 191 reads
  • Printer-friendly version
  • Send to friend
  • PDF version

หมวดหมู่

  • ข้อมูลทั่วไป
  • การค้าและการลงทุน
  • ข้อมูล CL
  • เกษตรกรรม
  • อธิปไตย-กระบวนการยุติธรรม
  • สิ่งแวดล้อม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • มาตรา 190
  • เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
  • โลกาภิวัฒน์แบบไม่ถูกขาด
  • สาธารณสุขและผู้บริโภค
  • บทความแปลจากต่างประเทศ
  • Climate Justice

FTA Watch newsletter

ลงทะเบียนรับข่าวสารทาง e-mail

Previous issues