ตั้งธนาคารคนจนอุ้มคนด้วยโอกาส
จากผลการศึกษาซึ่งพบว่าปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยหรือประมาณ 15-20% ของประชากรทั้งหมด ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน เหตุนี้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "กรณ์ จาติกวณิช" ตามแผนพัฒนาระบบการเงิน ฉบับที่ 2 (Financial Masterplan 2) ( 2553-2557) จึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ทั้งยังถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ทางการได้ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ
ทางหนึ่งโดยการเปิดช่องให้ธนาคารพาณิชย์ทำไมโครเครดิต หรือบริการการเงินเพื่อประชาชนรายย่อย รวมทั้งที่อยู่ระหว่างการคือมอบหมายให้ 2 ธนาคารรัฐ คือธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแหล่งเงินเพื่อประชาชนรากหญ้า ในรูปแบบการจัดตั้ง "ธนาคารชุมชน " ซึ่งไม่ต่างกับ"ธนาคารประชาชน" โดยธนาคารออมสิน ซึ่งได้ดำเนินการไปก่อนหน้า โดยที่ "ธนาคารประชาชน"จะเน้นชุมชนในเมือง ขณะที่ "ธนาคารชุมชน"จะเน้นประชาชนรากหญ้าชนบท
นอกจากนี้กรณ์ ยังได้วางหลักการที่จะนำกองทุนสัจจะออมทรัพย์ , กองทุนหมู่บ้าน, สหกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงการดึงนายทุนซึ่งเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ ให้สามารถรวมจัดตั้ง ธนาคารชุมชน หรือ "ธนาคารประชาชน " แทนที่จะเปิดให้รายใหม่มาจัดตั้งธนาคารเสียเอง
"หลักการของการมีสถาบันการเงินเหล่านี้ก็เพื่อจะล้อกับระบบการให้สินเชื่อ กับประชาชนระดับฐานราก ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้อาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินนอกระบบ ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของรัฐบาลที่นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของ ประชาชนนับล้านคน ที่ต้องมีภาระแบกรับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่สูงเกินจากการกู้ยืมนอกระบบ ดังนั้นจึงต้องรีบเร่งให้มีโครงสร้างที่จะมารองรับการเข้าถึงแหล่งเงินใน อนาคต ซึ่งก.คลังโดยความร่วมมือจากทางสถาบันการเงินของรัฐ ได้จัดลำดับความสำคัญไว้เป็นเรื่องสำคัญสุดที่จะต้องเร่งดำเนินการในปี 2553" นายกรณ์ กล่าว
*"แบงก์ชุมชน"นำร่องเปิดดำเนินการ 1 เม.ย.
*อุ้มรากหญ้ารายได้ต่ำติดดินหมื่นบ.ต่อปี
และรูปธรรมที่จะเห็นในเร็ว ๆนี้ ก็คือการตั้งธนาคารชุมชน หรือธนาคารเพื่อคนจน โดย ธ.ก.ส. ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นโยบายของภาครัฐบาลที่อยากให้ธ.ก.ส.เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตามคำนิยามว่าเป็นผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10,000 บาท และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทั่วประเทศปัจจุบันมีถึง 13-14 ล้านคน ทำให้ต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ
"ความพร้อมที่จะจัดตั้งธนาคารชุมชน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยจะเปิดดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2553 นี้ในชื่อ "สำนักงานโครงการธนาคารชุมชน"
รูปแบบการให้บริการของธนาคารชุมชนจะแยกบัญชี สินเชื่อ/ เงินฝาก ออกจาก ธ.ก.ส. ยังใช้เคาน์เตอร์สาขาธ.ก.ส. ตามปกติ พร้อมได้เปิดสมัครรับพนักงานใหม่ ในสัดส่วนลูกค้า 250-300 รายต่อพนักงานที่รับผิดชอบ 1 รายโดยหากเป็นไปตามแผน 3 ปี ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อในวงเงิน 6,000 ล้านบาท ในจำนวนลูกค้า 300,000 ราย หรือเฉลี่ยต่อรายใช้สินเชื่ออยู่ที่ 20,000 บาท /ปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งในปี 2557 อัตรากำลังพนักงานที่จะรองรับก็จะมีร่วม 1,000 ราย
โดยเบื้องต้นการปล่อยกู้ธนาคารชุมชนจะปล่อยกู้โดยตรงให้ลูกค้า ระยะเวลาการชำระหนี้ไม่เกิน 36 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน (ลดต้นลดดอกเบี้ย ) ก่อนที่พัฒนารูปแบบการปล่อยกู้ในอนาคต มาเป็น Wholesale โดยเป็นให้สินเชื่อชุมชน, กองทุนหมู่บ้าน คิดอัตราดอกเบี้ย 0.75%ต่อปี และให้สมาชิกชุมชนบริหารเงินกันเอง
"การทำธนาคารชุมชน สิ่งสำคัญคือการสร้างวินัย - การออมให้ลูกค้ารู้จักเก็บหอมรอมริบ ซึ่งก่อนที่ธนาคารจะปล่อยกู้ จะให้ลูกค้าเปิดบัญชีฝากไว้และให้ออมโดยแต่ละครั้งอาจไม่ต้องมาก อย่างน้อยจะได้เป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบการพิจารณาของวงเงินสินเชื่อกับ สถาบันการเงินในอนาคต"
*สัจจะออมทรัพย์แนะต่อยอดจากกองทุนมบ.
สอดคล้องกับพระอาจารย์มนัส ขันติธรรมโน ผู้ริเริ่มก่อตั้งและประธานเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบ วงจรชีวิตวัดโพธิทอง จังหวัดจันทบุรี มานานกว่า 30 ปี และในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งแห่งชาติ แนะว่า รัฐควรจะนำกองทุนหมู่บ้านมาต่อยอดไมโครเครดิตเพราะกองทุนหมู่บ้านจะกระจาย อยู่ตามชุมชนต่างๆทั่วประเทศ แต่ประเด็นที่ทางการจะต่อยอดเชื่อมโยงการให้บริการถึงลูกหนี้นอกระบบ อาจจะต้องปรับวิธีการและสร้างเงื่อนไขในการกู้ เพราะคนเป็นหนี้เกิดจากหลายสาเหตุ ดังนั้นการจะให้ความช่วยเหลือจึงต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงไม่ใช่ช่วย เหลือไปแล้วกลับไปสร้างหนี้อีก
"ในทางปฏิบัติไม่ควรจะปูพรมทั่วประเทศแต่ควรทยอยทำแล้วค่อยขยายวง เพราะมีตัวอย่างความล้มเหลวจากสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งที่แข็งแรงขึ้น แต่พอมีสถาบันการเงินไปให้วงเงินกู้ ปรากฏว่าการบริหารกลับล้มเหลวถึงกับต้องปิดกิจการ เพราะขอบข่ายบริหารกว้างเกินกำลังความสามารถที่จะดูแล ยิ่งรัฐสนับสนุนอยากให้ลูกหนี้นอกระบบมาเป็นลูกค้าไมโครเครดิตด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องรัดกุมกระบวนการทำงานต้องมีทิศทางชัดเจน"
พระอาจารย์มนัส ยังแนะต่อว่า หากภาครัฐต้องการให้ธนาคารชุมชนหรือการทำไมโครเครดิตเกิดขึ้นเร็ว ก็ทำได้โดยต่อยอดจากกองทุนหมู่บ้านจำนวน 200 แห่งก่อน ขณะเดียวกันต้องปรับปรุงวิธีบริหารและเพิ่มกระบวนการทำงานที่รัดกุม เพราะฐานะกองทุนหมู่บ้านบางแห่งง่อนแง่น เนื่องจากเป็นเพียงการรับเงินจากรัฐมาแต่ยังขาดกระบวนการจัดการที่ยั่งยืน
ด้านพระอาจารย์ สุบิน ปณีโต ต้นแบบและแกนนำก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในจังหวัดตราด กล่าวว่า
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ยึดศาสนาและข้อมูลเป็นหลักในการปฏิบัติกันมาจนปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 60,000 คนใน 165 หมู่บ้านโดยมีเงินออมหมุนเวียนจำนวน 1,000 ล้านบาทขณะที่ทั่วประเทศมีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ประมาณ 30-40 กลุ่ม
"อาตมาเห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งธนาคารประชาชน/ธนาคารชุมชน เป็นเรื่องที่ดี แต่หากจะต่อยอดเพื่อจะให้เป็นแหล่งเงินช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ อาตมายังเห็นว่า หากคนยังชอบเที่ยว หรือไม่ทำงานก็เป็นการยากที่จะแก้ปัญหาหนี้หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาความยากจน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จอาจจะยาก ธนาคารไหนๆ ก็ไม่อยากได้ จึงต้องปลูกฝังสร้างวินัยที่คน"
*"พัฒนาคน" การช่วยที่ยั่งยืน
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการมีสถาบันการเงิน ก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่ที่สำคัญรัฐต้องนำองค์ความรู้ ไปสร้างความคิดของคน เพื่อให้คนไปสร้างฐานเศรษฐกิจ-สังคมอย่างหยั่งถึงรากได้ มากกว่าการจะหาแหล่งเงินมารองรับ
"การทำแบงก์ชุมชนหรือไมโครเครดิตก็ดี ต้องอยู่บนวัตถุประสงค์ 2 ทางคือ 1.สร้างเงื่อนไขให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งเงิน และเป็นเครื่องมือพัฒนาคน -พัฒนาเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากจะใช้แนวทางหลังก็ต้องมีปัจจัยแวดล้อม เพราะความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอยู่ที่กระบวนการพัฒนาคน ถ้าไม่พัฒนาคนก็ได้แค่การบรรเทาความเดือดร้อนช่วงสั้น เพราะช่วงชีวิตคนหากจะรับเงินแล้วใช้จ่ายเงินโดยไม่คิด ในที่สุดก็จะกลับเป็นการสร้างหนี้สินให้คนจนเพิ่ม"
*ธ.เอกชนยังเลี่ยงทำไมโครเครดิต
ในขณะมุมมองจากภาคธนาคารเอกชน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ( บมจ.) ให้ความเห็น หากสามารถพัฒนาระบบการเงินภายในให้เติบโตขึ้นได้ โดยธรรมชาติก็จะค่อยๆ เบียดหรือทดแทนการเงินนอกระบบได้ แต่การจะให้ระบบการเงินไปแทนที่หนี้นอกระบบทั้งหมดเลยคงยาก เพราะหนี้นอกระบบนั้นมีลักษณะเฉพาะและคนที่ใช้หนี้นอกระบบก็ยังใช้บริการ หนี้ในระบบควบคู่ อย่างไรก็ดีอาจมีลูกหนี้บางส่วน ที่ถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงินเนื่องจากคุณสมบัติไม่ผ่าน เช่นไม่มีหลักประกัน หรือร้อนเงิน โดยไม่เกี่ยงว่าดอกเบี้ยจะถูกหรือแพง จึงเป็นที่สมยอมกันทั้งกับลูกหนี้-เจ้าหนี้นอกระบบที่ปล่อยกู้
"ข้อสังเกตจากการที่ผมเคยฟังปาฐกตอน ดร. มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนแบงก์มาเมืองไทยนั้น ความสำเร็จของการจัดตั้งธนาคาร จะมาจากองค์ความรู้และความสัมพันธ์เชิงชุมชน คือ 1. อาศัยความสัมพันธ์ในชุมชนค่อนข้างมาก เรียกว่าผู้ที่จะปล่อยเครดิตก็เป็นสมาชิกในชุมชน และเป็นชุมชนเดียวกับผู้ขอเครดิต เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ใครเป็นใคร 2. คำนึงวัตถุประสงค์ทางสังคมประกอบด้วย เช่น การให้ขอทานในบังกลาเทศกู้เพื่อไปซื้อสินค้ามาขาย และ 3.การปล่อยกู้ไม่กำหนดการชำระคืน เพราะฉะนั้นจะไม่มีเอ็นพีแอล ซึ่งตรงนี้ฟังแล้วต้องเอากลับมาคิด เพราะหลักการเช่นนี้จะให้ทางธนาคารพาณิชย์ทำก็คงไม่ไหว แต่ในแง่ของแกนหลักการการจะนำสหกรณ์ออมทรัพย์ที่แข็งแกร่งหรืออย่างธ.ก.ส. ที่ตั้งเป็นธนาคารชุมชน ก็น่าจะขยายผลต่อได้"
ดร.ประสาร ยังได้กล่าวต่อว่า ไมโครเครดิต" เป็นเรื่องที่น่าศึกษา แต่เวลานี้ธนาคารยังไม่มีความรู้มากเพียงพอในการที่จะรู้สึกมั่นใจที่จะเข้า ไปทำในสเกลใหญ่ เนื่องจากต้องมีระบบงานและต้องจ้างคนรองรับ อีกทั้งธนาคารกสิกรไทยเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นสเกลเล็กๆก็น่าจะมีความเป็นไปได้
บทสรุป แผนเดินหน้าของภาครัฐที่จะสร้างโอกาสให้คนยากจนเข้าถึงแหล่งเงิน ทางปฏิบัติคงไม่พ้นรัฐต้องนำร่องโดยสถาบันการเงินในสังกัด ผ่านธนาคารออมสิน " ธนาคารประชาชน" และธ.ก.ส. "ธนาคารชุมชน " ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันยังปฏิเสธที่จะทำธุรกิจในระดับล่างหรือ"ไมโคร เครดิต"
แม้จะมองในภาพรวมประโยชน์น่าจะมีมากกว่า โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีผู้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินมากถึง 15-20% ของประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 9-12 ล้านคน แทนที่คนกลุ่มนี้จะต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบเป็นหลัก แต่สำคัญว่านอกจากสถาบันการเงินจะทำหน้าที่เป็นตัวหลักด้านแหล่งเงิน จะทำหน้าที่ของการ "พัฒนาคน"ควบคู่ได้ด้วยอย่างไร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้วางนโยบาย หาไม่แล้ว มองข้ามช็อตก็คงเห็นภาพลูกหลานไทยรังแต่จะมีหนี้สินพอกพูน ในวัฏจักรเดิม ๆ

