ปัญหาและผลกระทบการเปิดเสรีการลงทุนด้านเกษตร ประมง และป่าไม้ ภายใต้ความตกลงการลงทุนอาเซียน
Submitted by admin on Thu, 15/10/2009 - 00:00
สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้งและความไม่เท่าเทียมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น ความตกลงเปิดเสรีการลงทุนอาเซียนจะทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ภายในสังคมไทยเองแผ่ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น เป็นการเชื้อเชิญให้ทุนขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ามาใช้ทรัพยากร ทำลายโอกาสที่เกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่จะอยู่รอดและพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด
ความเป็นมา
ความตกลงด้านการลงทุ นอาเซียน(ASEAN Comprehensive Investment Agreement) เป็นความตกลงเต็มรูปแบบที่เกิ ดจากการผนวกความตกลงเขตการลงทุ นอาเซียน (AIA) ซึ่งเป็นความตกลงเปิดเสรี การลงทุน ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2541 กับความตกลงส่งเสริมและคุ้ มครองการลงทุนของอาเซียน (ASEAN IGA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2530 ให้เป็นความตกลงเต็มรูปแบบฉบั บเดียว ทั้งนี้โดยมีการลงนามเมื่อวันที ่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ที่หัวหิน ประเทศไทย ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้ นำอาเซียน ครั้งที่ 14
ความตกลงนี้จะให้สิทธินั กลงทุนในอาเซียน และนักลงทุนนักลงทุนต่างชาติที่ มีกิจการอยู่ในอาเซียนและต้ องการขยายการลงทุนในอี กประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้รั บสิทธิประโยชน์ในการลงทุนตามหลั กประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) กล่าวคือนักลงทุนจากต่างชาติได้ รับสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนเจ้ าของประเทศ ยกเว้นในสาขาที่ได้สงวนเอาไว้( Temporary Exclusion List-TEL) และสาขาที่อ่อนไหว (Sensitive List-SL) หรือข้อยกเว้นทั่วไป (General Exeption-GE)
กระบวนการยกเลิกข้อสงวนที่ไม่ชอบธรรม
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริ
มการลงทุน ได้เสนอต่ อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่ างประเทศ (กนศ.) ซึ่งมีการประชุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธาน ให้ยกเลิกข้อสงวนของประเทศไทย 3 รายการคือ 1) การทำประมง เฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2) การทำป่าไม้จากป่าปลูก และ 3) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุ งพันธุ์พืช โดยให้ถอนข้อสงวนดังกล่ าวออกจากรายการเพื่อให้นักลงทุ นต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้ ภายในปี พ.ศ. 2553 - ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการส่
งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้แจ้งต่อที่ประชุมกนศ.ว่าข้ อเสนอให้มีการยกเลิกข้อสงวนดั งกล่าว ได้จากข้อสรุปจากการจัดประชุ มหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สัมมนาให้ความรุ้ รวมถึงจัดทำประชาพิจารณ์ แล้ว1 โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน - การจัดประชุมสัมมนาดังกล่าวใช้
ชื่อว่า “การเปิดเสรีการลงทุนของอาเซี ยนภายใต้ความตกลง ACIA” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ 12 มิถุนายน 2552 นั้น เป็นเพียงการจัดประชุม และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ ประกอบการรายใหญ่ 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ ไปลงทุนในต่างประเทศ ส่วนตัวแทนของเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งเป็ นคนส่วนใหญ่ของประเทศมิได้รั บเชิญให้ไปแสดงความคิดเห็นแต่ อย่างใดไม่ การจัดประชุมดังกล่าวของบี โอไอจึงปราศจากความชอบธรรมที่ จะนำไปอ้างต่อที่ประชุมกนศ.ว่ าได้รับฟังความคิดเห็ นจากประชาชนหรือจัดประชาพิจารณ์ แล้ว2 - นอกเหนือจากมิได้ฟังความคิดเห็
นจากเกษตรกร และสาขาอาชีพที่จะได้รั บผลกระทบแล้ว ผู้รับผิดชอบในการเจรจา ยังไม่รับฟังความคิดเห็นของหน่ วยงานราชการที่มีความเห็นคัดค้ าน เช่น กรณีกรมประมง3 เป็นต้น - เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริ
มการลงทุน แถลงว่า กำลังรวบรวมความเห็นจากหน่ วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน และจากการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 เพื่อจัดทำเป็นรายการข้อสงวน เมื่อจัดทำแล้วเสร็จจะนำเข้าสู่ การพิจารณาขอความเห็นชอบจากรั ฐสภา ก่อนดำเนินการให้ความตกลงฉบับนี ้จะมีผลบังคับ4 แต่ก็มิได้ดำเนินการตามที่ได้ แถลงไม่ - การจัดทำข้อเสนอของบีโอไอต่
อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่ างประเทศเพื่อพิจารณา มีความบกพร่องอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการจัดทำข้อเสนอที่เห็ นได้ชัดเจนว่าเป็นการตั้งธงเพื่ อให้มีการเปิดเสรีสาขาที่ ประเทศไทยได้สงวนเอาไว้ โดยมิได้นำเสนอทางเลื อกในการเจรจาอื่น เช่น ทางเลือกในการปรับข้อสงวนชั่ วคราว (TEL) ให้เป็นรายการอ่อนไหว(SL) หรือ ข้อยกเว้นทั่วไป (GE) ได้5 มิได้เปรียบเทียบตารางข้ อสงวนของประเทศอื่นๆ มิได้ประเมินท่าที ของประเทศอาเซียนอื่น6 เป็นต้น - กระบวนการจัดทำความตกลงการลงทุ
นอาเซียนของหน่วยราชการที่เกี่ ยวข้อง จึงเป็นการดำเนินการที่ ขาดความโปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบ ตรงกันข้ามกั บการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล ขัดต่อเจตนารมณ์และอาจละเมิ ดบทบัญญัติตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจั กรไทย พ.ศ. 2550
ผลกระทบ
การเปิดเสรีดังกล่าวเป็ นการเปิดรับให้กับต่างประเทศมี ขอบเขตที่กว้างขวาง เพราะ เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ทรัพยากรพันธุกรรม การเกษตร และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิ ตของประชาชนในท้องถิ่น ครอบคลุมถึงการเปิดเสรี การอำนวยความสะดวก การส่งเสริมและการคุ้ มครองการลงทุน อีกทั้งเชื่อมโยงกับการเปิดเสรี ให้กับนักลงทุนนอกอาเซียนที่ได้ ลงทุนในอาเซียน (Foreign owned, ASEAN based Investor)ด้วย และจะเป็นข้ออ้างให้กับประเทศอื ่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรป เรียกร้องสิทธิในการลงทุนเท่ากั บที่ไทยได้มอบให้อาเซียน หากมีการเจรจาทำความตกลงการค้ าเสรีกับประเทศเหล่านั้นในอนาคต7
ผลกระทบของความตกลงนี้จึ งสร้างความเสียหายได้ยิ่งกว่ าการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ที่รัฐบาลไทยในอดีตได้ลงนามกั บต่างประเทศ เนื่องจากความตกลงส่วนใหญ่ที่ผ่ านมาเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีสิ นค้าเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเท่านั้นที่เกี่ยวข้ องกับการลงทุน
ผลกระทบของการเปิดเสรี การลงทุนต่อเกษตรกร ฐานทรัพยากร และภาคเกษตรกรรมโดยรวม มีดังต่อไปนี้
1. เร่งให้เกิดกระบวนการกว้านซื้ อที่ดินและเช่าพื้นที่ ทำการเกษตรโดยกลุ่มทุนจากต่ างชาติ เช่น การเข้ามาสัมปทานปลูกป่าในพื้ นเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม พื้นที่ป่าชายเลน รวมถึงพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นการขยายความขัดแย้งปัญหาที่ ดินและปัญหาการแย่งชิงน้ำในฤดู แล้งระหว่างกลุ่มทุนกับชาวบ้ านจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
กลุ่มทุนต่างชาติซึ่งถื อครองที่ดินโดยผ่านตัวแทน(นอมิ นี) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นดั งที่ปรากฏเป็นข่าว จะสามารถถือครองที่ดินได้ โดยตรงอย่างถูกกฎหมาย โดยผ่านการซื้อขาย เช่าซื้อ หรือสัมปทาน เพื่อทำกิจการในสาขาที่ ประเทศไทยได้ยกเลิกข้อสงวน
2. กลุ่มทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เช่น พันธุ์ข้าวพันธุ์ไม้ผลเมืองร้อน พืชสมุนไพร ฯลฯ รวมถึงการจดทรัพย์สินทางปั ญญาจากสายพันธุ์พืช สอดรับกับความพยายามของบริษั ทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติที่ผลักดั นให้มีการส่งออกพันธุ์พื ชออกนอกประเทศโดยเสรี และผลักดันให้มีการแก้ ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์ พืช พ.ศ.2542 เพื่อให้สามารถผูกขาดสายพันธุ์ พืชได้โดยง่าย โดยไม่ต้องขออนุญาตการเข้าถึงพั นธุ์พืช และการแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งๆที ่ได้ใช้ประโยชน์จากสายพันธุ์พื ชในประเทศ ต่างชาติจะเข้ามาผูกขาดตลาดเมล็ ดพันธุ์พืช เช่น ข้าว ซึ่งมีมูลค่าขั้นต้นสูงมากกว่า 25,000 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ไม่นับการใช้ช่ องทางการเข้ามาตั้งกิ จการเพาะและขยายพันธุ์พืชเพื่ อเข้าถึงทรั พยากรความหลากหลายทางชีวภาพซึ่ งมีมูลค่ามหาศาลประเมินค่ามิได้
การเข้ามาผูกขาดของทุนข้ ามชาติขนาดใหญ่ในสาขาเมล็ดพันธุ ์และพันธุ์พืช จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิ ตของเกษตรกรรายย่อยหลายล้ านครอบครัว และต่อความมั่ นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว
3. การเปิดเสรีการเพาะและขยายพันธุ ์พืช ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุ นขนาดใหญ่ข้ามชาติเข้ามายึ ดครองอาชีพและกิจการที่คนไทยได้ พัฒนามาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ จนกลายเป็นอาชีพของคนไทยเป็ นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจกล้วยไม้ของไทย ทั้งนี้โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากฐานพันธุ กรรม ภาพลักษณ์ และฐานการตลาด เบียดขับผู้ประกอบการรายย่อยที่ ได้พัฒนามาเป็นลำดับให้สู ญหายไปเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้ นกับร้านค้าปลีกรายย่อย เกิดผลกระทบต่อกิจการกล้วยไม้ ของไทยซึ่งมีมูลค่าการส่ งออกหลายพันล้านบาท/ปี โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวผลกระทบต่ อศักยภาพการพั ฒนาในอนาคตและผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจของกล้วยไม้ในระดั บท้องถิ่น
4. นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้ นฐาน ของประเทศ เช่น ชลประทาน การพัฒนาที่ดิน การส่งเสริมการเกษตร การอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการวิจัยในสาขาต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากภาษี อากรของประชาชน รัฐบาลต้องสร้ างสภาวะทางนโยบายที่จะต้ องนำเอาโครงสร้างพื้นฐานข้างต้ นเพื่อเอื้ออำนวยให้ เกษตรกรรายย่อยซึ่ง 60 % ของประเทศต้องเช่าที่ดินทำกิน และ 80% มีหนี้สิน ให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้ นฐานดังกล่าว แทนที่จะเชื้อเชิญให้บรรษัทข้ ามชาติ และนักลงทุนต่างชาติที่ร่ ำรวยเข้ามาแย่งชิงปัจจัยที่ จะเอื้อเฟื้อให้ประชาชนของชาติ ส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตดีกว่าที่เป็นอยู ่
แนวทางการเปิดเสรีนี้ ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกั บนโยบายของคณะกรรมการเสริมสร้ างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ และนโยบายการคุ้มครองพื้นที่ เกษตรกรรมของรัฐบาลเองอีกด้วย
ข้อโต้แย้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลังจากมีการยื่นหนังสื อคัดค้านโดยเครือข่ายองค์ กรของเกษตรกร องค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการเปิดเสรีการลงทุ นในสื่อต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นผู ้รับผิดชอบต่อการเจรจาครั้งนี้ นอกจากไม่ยอมรับความผิ ดพลาดบกพร่องของตนเองแต่ ประการใดแล้ว ยังได้ตอบโต้ต่อเสียงคัดค้ านและการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้ าเสรีภาคประชาชน เห็นว่าคำโต้แย้งของหน่วยงานข้ างต้นปราศจากเหตุผล และไม่น่าเชื่อถือ ดังต่อไปนี้
1) อ้างว่าการเปิดข้อสงวนชั่ วคราวทั้ง 3 สาขานั้น เป็นพันธกรณีที่ทุกประเทศจะต้ องยกเลิกอย่างไม่มีเงื่ อนไขภายในปี 2553
คำโต้แย้ง คำอ้างนี้ไม่เป็นความจริง เพราะความตกลง AIA และ ACIA นั้น สามารถแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นข้อบทจะเป็นเรื่ องของหลักการในการเปิดเสรีเรื่ องการลงทุน ส่วนตารางท้ายบทนั้ นกำหนดขอบเขตและรายละเอี ยดสาขาของการเปิดเสรี ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน แต่จะยืดหยุ่นกว่า สามารถทบทวน หรือยกเลิก แล้วแต่การเจรจา
ประเทศไทยสามารถปรับข้ อสงวนชั่วคราว 3 สาขานั้นได้ ดังที่เคยปรับให้ การปลูกข้าวเป็นรายการอ่ อนไหวมาแล้ว หรือ การเจรจาล่าสุดที่ประเทศฟิลิปปิ นส์ที่ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ไม่ขอยกเลิกข้อสงวนชั่ วคราวหลายรายการ หรือในกรณีจำเป็นอาจมี การแลกเปลี่ยนระหว่างการขอเปิ ดเสรีในสาขาอื่นที่มีผลกระทบต่ อประเทศไทยน้อยกว่าก็ได้ เป็นต้น
2) อ้างว่าบีโอไอได้ส่งเสริมกิจการทั้ง 3 มานานแล้ว
คำโต้แย้ง โดยปกติหากไม่มีการเปิดเสรีเรื่ องการลงทุน รัฐบาลไทยสามารถกำหนดมาตรการ เงื่อนไขต่างๆ ในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ต่ างชาติเข้ามาลงทุน อีกทั้งสามารถกำหนดสัดส่วนที่ เหมาะสมสำหรับการลงทุนแต่ ละประเภท กำหนดเงื่อนไขต่างๆทั้งด้านสิ่ งแวดล้อม และอื่นๆ เปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ต่างๆได้ เองตามความเหมาะสม แต่เมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว อำนาจคัดกรองการลงทุนก็จะสูญเสี ยไป การกำหนดมาตรการและกฎเกณฑ์ต่ างๆก็เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น บีโอไอเคยผิดพลาดที่ส่งเสริมธุ รกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน จนส่งผลกระทบต่อผู้ ประกอบการชาวไทยต้องเลิกกิ จการไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาบีโอไอประกาศยุติการส่ งเสริมการลงทุนก็สามารถทำได้ หรือบีโอไอเคยผิดพลาดที่ส่งเสริ มให้บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ ามาลงทุนในกิจการเมล็ดพันธุ์ข้ าวโพดและพันธุ์ผัก จนปัจจุบันตลาดเมล็ดพันธุ์ข้ าวโพดและผักอยู่ในมือของบรรษั ทยักษ์ใหญ่เกือบทั้งหมด หากบีโอไอสำนึกผิด ก็สามารถเลิกการส่งเสริมกิ จการเมล็ดพันธุ์ได้ แต่หากมีการปล่อยให้ต่างชาติเข้ ามาลงทุนผ่านการเปิดเสรีการลงทุ น เราไม่อาจห้ามบริษัทต่างชาติไม่ ให้มาลงทุนได้ แม้ว่าจะพบภายหลังว่าบรรษัทข้ ามชาติแทนที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ กลับกลายเป็นการทำลายผู้ ประกอบการรายย่อยและไม่เอื้ ออำนวยให้เกิดการพึ่ งพาตนเองทางเทคโนโลยีก็ตาม
3) อ้างว่าการเปิดเสรีการลงทุนไม่ มีผลกระทบเพราะมีกฎหมายภายในที่ วางหลักเกณฑ์การถือครองที่ดิน หรือการกำกับดูแลการใช้ทรั
พยากรพันธุกรรมอยู่แล้ว
คำโต้แย้ง การมีกฎเกณฑ์ภายในก็เหมือนการมี หน้าต่างหรือประตูบ้านที่เปิดปิ ดวางกติกาการครอบครองใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรชั้นหนึ่ง และมีรั้วบ้านเป็นเกราะป้องกั นอีกชั้นหนึ่ง แต่เมื่อทำลายรั้วบ้านเสีย วันหนึ่งที่ประตูหน้าต่างถู กถอดออก คนแปลกหน้าก็จะเข้ามาหยิบฉวยข้ าวของในบ้านได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติกำลั งผลักดันให้กระทรวงเกษตรแก้ ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เพื่อให้ตนได้สิทธิผูกขาดในพั นธุ์พืชได้ง่ายขึ้น ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมการเข้ าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืช และอนุญาตให้มีการส่งออกพันธุ์ พืชหวงห้าม เป็นต้น การเปิดเสรีให้มีการลงทุ นจะทำให้ต่างชาติทะลักเข้ามาใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรและผูกขาดพั นธุ์พืชอย่างกว้างขวางและมากขึ้ นนั่นเอง
ข้อเสนอแนะทางออกต่อรัฐบาล
1. รัฐบาลต้องยับยั้งการเปิดเสรี การลงทุนภาคการเกษตร โดยการนำข้อสงวนชั่วคราว(TEL) 3 รายการคือ การทำประมง การทำป่าไม้ และการเพาะขยายหรือปรับปรุงพั นธุ์พืช ไปไว้ในรายการอ่อนไหว(SL) หรือข้อยกเว้นทั่วไป(GE) โดยให้มีผลก่อนความตกลงเกี่ยวกั บการจัดทำตารางข้อสงวนจะมีผลบั งคับในปี 2553
2. ให้มีการตรวจสอบข้อมูลและประเมิ นผลกระทบจากการเปิดเสรี ของไทยในสาขาข้างต้น รวมถึงการเปิดเสรีในสาขาอื่นที่ เกี่ยวข้อง เช่น การเปิดเสรีในสาขาบริการที่เกี่ ยวเนื่อง ว่ามีผลกระทบต่อประเทศทั้งในด้ านฐานทรัพยากร เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม หรือไม่อย่างไร ทั้งนี้โดยให้มีการศึกษาวิจั ยอย่างรอบด้านและเร่งด่วนโดยหน่ วยงานและสถาบันที่ไม่มีส่วนได้ เสียกับการเจรจาหรือความตกลงที่ จะเกิดขึ้น
3. สอบสวนหาสาเหตุความบกพร่องของบุ คคล หน่วยงาน และกระบวนการที่เกี่ยวข้องซึ่ งทำให้เกิดความผิ ดพลาดในการเจรจาการค้าระหว่ างประเทศ ทั้งๆที่ได้เคยเกิดปั ญหาผลกระทบจากการทำเอฟทีกับต่ างประเทศในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา และทั้งๆที่มีกติกาที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญแล้วอย่างแจ้งชัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิ ดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก
4. ก่อนเริ่มกระบวนการเจรจา รัฐบาลต้องดำเนินการเจรจาภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือต้องมีการศึกษาอย่ างรอบคอบ ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มี ส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง และต้องนำกรอบการเจรจา เช่น ตารางการจัดทำข้อสงวนหรื อรายการที่อ่อนไหวเพื่ อขอความเห็นชอบต่อสภา เพื่อมิให้ขัดต่อเจตนารมย์ และเป็นการละเมิดรัฐธรรมนู ญในมาตราดังกล่าว
ในขณะที่สังคมไทยกำลั
------------------------------
- รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)ครั้งที่ 2/2552 วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2552 หน้าที่ 5
- ตัวแทนของกลุ่มธุรกิจที่ได้ รับเชิญให้แสดงความคิดเห็นได้แก่ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน), กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้ว ยางพารา จำกัด, ผู้อำนวยการฝ่ายโอเวอร์ซี ออเปอร์เรชั่น บริษัท ไทยซัมมิท ออโตพาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด และ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย
- กรมประมงได้แจ้งว่าการเปิด เสรีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยไม่มีการจำกัดสาขาอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และอาชีพของเกษตรกรรายย่อย และควรจะมีการศึกษาเพื่อทราบถึงผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ก่อน ตามหนังสือที่กษ 050.5/7128 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2552
- เอกสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ของบีโอไอซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2552 เรื่อง BOI เปิดสัมมนาเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในหัวข้อ “การเปิดเสรีการลงทุนของอาเซียนภายใต้ความตกลง ACIA”
- ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เคยเจรจาในอดีตได้ละเลยอนุญาตให้มีการเปิดเสรีการทำนาข้าวในความตกลง AIA แต่ก็ได้ขอแก้ไขโดยอ้างว่าการทำนาเป็น General Exeption
- ตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนามมีรายการอ่อนไหว (SL)ที่เกี่ยวกับอาชีพการเกษตร และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะไม่ยกเลิกข้อสงวนชั่วคราว(TEL)ด้วย
- ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยต้องเปิดเสรีการลงทุนในสาขาเหมืองแร่ ให้กับประเทศในอาเซียน เพราะก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยินยอมให้นักลงทุนออสเตรเลียลงทุนในสัดส่วนสูง ถึง 60% ภายใต้ความตกลงเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย

