การค้าเสรีไทย-จีนใครเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ?
เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน : หนทางสู่ตลาดเดียวเอเซีย ???
ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และเปิดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันอย่างเป็นทางการในปี 2519 จากสถิติการค้าไทย-จีน ของศุลกากรจีนระหว่างปี 2542-2544 ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 16 ของจีน หมายถึงจีนส่งออกสินค้ามาไทยเป็นลำดับที่ 16 ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าไปจีนเป๋นลำดับที่ 11
ความสัมพันธ์การค้าไทย-จีนเริ่มทวีความสำคัญมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2546 ข้อมูลจากสถิติการค้าปี 2546 โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าจีนเป็นแหล่งนำเข้าใหญ่อันดับ 3 ของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 4 ของไทย
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ประเทศจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก WTO หลังจากที่บรรดาประเทศสมาชิกพยายามผลักดันจีนให้เป็นสมาชิกนานถึง 15 ปี เช่นเดียวกันกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Asean free trade Area - AFTA) ในปี 2536 ก็พยายามผลักดันจีนให้เปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน มาเป็นเวลานานเช่นกัน ปัจจุบันเขตการค้าเสรีอาเชียนมีสมาชิกอาเชียน 10 ประเทศคือ สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม เขมร พม่า บูรไน และไทย
ความพยายามของประเทศอาเชียนบรรลุผลเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 ณ กรุงบันดาร์ เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ในที่ประชุมผู้นำอาเซียน ( ASEAN – China Summit) เห็นชอบต่อข้อเสนอกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ภายใน 10 ปี ในกรอบข้อตกลงดังกล่าวนั้น ที่ประชุมเห็นควรให้รวมเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ระหว่างกัน โดยให้ประเทศสมาชิกที่มีความพร้อมก่อนทำการเปิดเสรีล่วงหน้าก่อน ( Early harvest) และให้มีการจัดลำดับความสำคัญ 5 ด้านตามลำดับ ดังนี้ 1.เกษตรกรรม 2.เทคโนโลยีสารสนเทศ 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.การลงทุน 5.การพัฒนาลุ่มน้ำโขง
การเปิดเสรีการค้าให้เริ่มเจรจาภายในปี 2546 โดยให้แล้วเสร็จภายในปี 2547 กำหนดลดภาษีระหว่างกันตั้งแต่ปี 2548 กำหนดให้สมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน ลดภาษีให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2553 ส่วนประเทศอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ให้ลดภาษีเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2558 นอกจากนี้ภายใต้กรอบการค้าเสรีจีน-อาเซียน กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายสามารถนำรายการสินค้าบางกลุ่มมาลดภาษีกันทันทีก่อนกำหนด เดิม เรียกว่า Early Harvest หรือเปิดเสรีล่วงหน้า ซึ่งสินค้าที่ตกลงจะให้ทำการเปิดเสรีล่วงหน้า คือ สินค้าเกษตรภายใต้รหัสศุลกากร 01-08 ประกอบด้วย สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์สัตว์อื่น ต้นไม้ ผักสด และผลไม้สด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2547 และให้เหลือ 0 % ภายในปี 2549
ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี การเปิดเสรีภายใต้กรอบการค้าเสรีจีน-อาเซียนดังกล่าวยังเร็วไม่พอ การเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างไทย-จีนเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 18-19 ก.พ. 2546 โดยเข้าพบนายจู หรง จี นายกรัฐมนตรีจีน จนกระทั่งมีการลงนามเปิดเสรีในลักษณะเปิดเสรีล่วงหน้ายิ่งขึ้นไปอีก ในสินค้าพิกัดศุลกากร 07 และ08 คือผักและผลไม้ มีผลให้ภาษีนำเข้าผักผลไม้ระหว่างไทย-จีน เป็น 0 % ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 นับเป็นการนำร่องการเปิดเสรีล่วงหน้าของเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ไปก่อน 3 เดือน
บทความชิ้นนี้จะนำเสนอผลกระทบเฉพาะในส่วนของการเปิดเสรีล่วงหน้าที่เริ่ม ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2546 เฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้จำนวน 116 รายการ ที่อยู่ในเงื่อนไข อาทิ กระเทียม หอม มะเขือเทศ พืชผักเมืองหนาว ลำไย มังคุด ทุเรียน เป็นต้น นั่นหมายความว่าจากเดิมที่ไทยเคยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภทผัก-ผล ไม้โดยเฉลี่ย ร้อยละ 60 ก็ต้องลดลงเหลือร้อยละ 0 ส่วนจีนเคยเรียกเก็บภาษีสินค้าผัก-ผลไม้โดยเฉลี่ยร้อยละ 28.7 –63.8 ก็ต้องลดลงเหลือร้อยละ 0 เช่นกัน
ประชากรมาก ตลาดใหญ่ไม่เป็นความจริง
ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจลงนามกับรัฐบาลจีนในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี รัฐบาลทักษิณจะยกเหตุผลว่าการเปิดเขตการค้าเสรีกับจีนนั้นจะมีประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยอ้างว่าประเทศจีนมีประชากรถึง 1,300 ล้านคนถือเป็นตลาดใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีประชากรเพียง 60 ล้านคน ส่งสินค้าไปขายจีนอย่างไรก็สามารถทำกำไรได้
ด้วยเหตุผลหยาบ ๆ ของรัฐบาล โดยไม่มีการระดมความเห็นของภาคประชาชนอย่างรอบด้าน นำไปสู่บทเรียนสำคัญในเวลาต่อมา เพราะความจริงแล้วแม้ว่าจีนจะมีประชากรเป็นจำนวนนับพันล้านคน แต่ก็มิได้หมายความว่าจีนจะซื้อสินค้าไทยตามตรรกะแบบง่าย ๆ ของรัฐบาล เพราะอัครราชทูตไทยที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สุมาลี วรประทีป ก็ได้เตือนประเทศไทยแล้วว่ามีข้อควรคำนึงกับการเปิดเขตการค้าเสรีกับจีน โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในจีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่าง ที่คิด เพราะมีข้อเท็จจริงที่ควรคำนึงถึงคือ
1.สาธารณรัฐประชาชนจีนมีการปกครองแบบสังคมนิยม จึงเป็นเรื่องยากที่จะให้มีวิธีปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งมีการปกครองแบบประชาธิปไตย
2.ประเทศจีนมิใช่แหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรแต่เพียงแห่งเดียวของประเทศจีน โดยข้อเท็จจริงไทยมีคู่แข่งในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนอีกหลายประเทศ เช่นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
3.การเปิดเสรีระหว่างไทยกับจีนนั้นยังเป็นการเปิดเสรีเฉพาะสินค้าผัก และผลไม้ มิได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเสรีโดยสิ้นเชิง
4.ปัจจุบันจีนเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตร มีสินค้าเกษตรเพียงไม่กี่รายการที่จีนต้องนำเข้าจากภายนอก สินค้าเกษตรที่มีการนำเข้าอย่างมากยังคงเป็น ถั่วเหลือง และไม้
5.ปัจจุบันจีนมีศักยภาพในการผลิตผลไม้เขตร้อนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ในอนาคตอาจลดการนำเข้าได้ เช่นทุเรียน มังคุด และลำไย จีนมีแนวโน้มจะผลิตได้มากขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมีการเตือนอีกว่าการที่รัฐบาลไทยมีความเชื่อ มั่นว่าจะสามารถทำตลาดส่งผักและผลไม้ไปจีนได้นั้นอาจเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ รอบด้าน กล่าวคือปัจจุบันจีนจัดเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่มีการผลิตผัก และผลไม้ โดยจีนสามารถผลิตผักเป็นอันดับหนึ่งของโลกมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 7 เท่าตัว และผลิตผลไม้เป็นอันดับต้น ๆ มากกว่าสหรัฐฯถึง 2 เท่าตัว
แม้ว่าในปัจจุบันจีนยังส่งออกสินค้าผัก-ผลไม้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของปริมาณที่ผลิตได้ แต่การลงทุนของภาคเอกชนทั้งนักลงทุนท้องถิ่น และนักลงทุนจากต่างประเทศจะสามารถทำให้จีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในอนาคต จากที่เคยผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเท่านั้น
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมีการพยากรณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าอัตราการขยายตัวการผลิตผักและผลไม้ของจีนจะรวดเร็วกว่าขยายตัวของ ความต้องการบริโภคภายในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนต้องเปิดตลาดนำเข้าภายหลังจากที่เข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าจับตามองคือการส่งออกผักและผลไม้จีนยังมีจุดแข็ง คือต้นทุนผลิตต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะต้นทุนค่าจ้างแรงงาน ราคาขายส่งผักผลไม้ในกรุงปักกิ่งมีราคาเพียง 1 ใน 10 - 1 ใน 3 ของราคาส่งผักผลไม้ในหลาย ๆ ประเทศ ด้วยต้นทุนที่ถูกทำให้นักธุรกิจเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก จนปัจจุบัน (ปี 2546) จีนส่งออกผักสด 1.3 ล้านตันต่อปี และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 10 ต่อปี
แม้ว่าจะมีข้ออ่อน เช่นยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางการตลาดอย่างเป็นทางการ การบรรจุหีบห่อ แต่จีนก็พยายามลบข้ออ่อนดังกล่าวแล้ว โดยตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทการค้า และนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนธุรกิจผักและผลไม้ ให้สิทธิพิเศษ ยกเว้นภาษีประกอบธุรกิจ 2 ปี เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้จีนเป็นผู้ส่งออกผัก-ผลไม้ที่สำคัญของโลกอย่างไม่ยากเย็น เช่นแอปเปิ้ลฟูจิของจีนสามารถตีตลาดแอปเปิ้ลนำเข้าฮ่องกงได้เป็นผลสำเร็จ แล้ว โดยที่ก่อนหน้านี้ผู้ครองตลาดแอปเปิ้ลเคยเป็นสหรัฐฯ เป็นต้น
การที่จีนมีศักยภาพในการผลิตผัก-ผลไม้มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตผัก-ผลไม้ส่งออกวิตกกังวลคือ สินค้าผัก-ผลไม้ของจีนจะเข้ามาตีตลาดไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกผัก-ผลไม้เมืองหนาว และจะส่งผลกระทบโดยอ้อมกับเกษตรกรผู้ปลูกผัก-ผลไม้อื่น ๆ ด้วย เนื่องจากผัก-ผลไม้เมืองหนาวมีราคาลดลง ทำให้คนไทยบางส่วนหันไปบริโภคสินค้านำเข้า เป็นต้น
ส่งออกผัก-ผลไม้ไปจีนไม่ง่ายอย่างที่คิด
นอกเหนือจากศักยภาพการผลิตของจีนแล้ว การส่งออกผัก-ผลไม้ไปจีนก็ยังมีอุปสรรคมากมายปัจจุบันการนำเข้าผัก-ผลไม้ไป จีนนั้นยังต้องดำเนินการผ่านผู้นำของจีนเท่านั้น เนื่องจากจีนยังไม่ยินยอมให้กิจการต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ในจีนได้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีกลุ่มผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือจีน มีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี สร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออกอย่างมาก เช่น จีนมีข้อกำหนดว่าสินค้าที่นำเข้าจะต้องมีใบรับรองมาตรฐานสินค้าจากหน่วยงาน รัฐไทย และต้องมาจากสวนที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขอใบรับรองจากหน่วยงานรัฐ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ผู้ส่งออกแม้จะไม่เสียภาษีนำเข้า แต่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จีนจัดเก็บสินค้าผัก-ผลไม้สูงถึง 13 % - 17 % สำหรับผลไม้แปรรูป โดยแต่ละมณฑลของจีนจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เท่ากัน ทำให้ราคาผัก-ผลไม้ไทยสูงกว่าที่จีนผลิตในประเทศอย่างมาก
ศูนย์ข้อมูลจีนตอนใต้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการสรุปอุปสรรคการค้าไทย-จีนภายใต้ข้อตกลงเอฟทีเอว่า จีนยังมีระเบียบการนำเข้าและส่งออกผลไม้ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าและส่งออกต้องเป็นผู้ที่มีใบรับรองอนุญาตสำหรับบริษัท ธุรกิจจีนที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชายทะเล ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านหยวน ส่วนเมืองอื่น ๆ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านหยวน
การขนส่งสินค้าไปจีนค่อนข้างล่าช้า ทำให้คุณภาพสินค้าไทยมีปัญหาเมื่อถึงมือผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางเรือผ่านทางฮ่องกง หรือการขนส่งทางเรือตามลุ่มน้ำโขงที่ต้องพึ่งพาเรือสินค้าจากจีนเกือบทั้ง หมด ทั้งนี้ตลาดนำเข้าผลไม้ไทยมี 2 แห่ง คือตลาดเจียงนาน ซึ่งเป็นตลาดกลางขายส่งผลไม้ที่เมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้ง และตลาดขายส่งผลไม้ที่นครเซี่ยงไฮ้ การขนส่งไปกวางเจาผ่านฮ่องกงใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ส่วนการขนส่งไปยังนครเซี่ยงไฮ้ใช้เวลา 12 วัน
วิภาพันธ์ ก่อเกียรติขจร คณะทำงานโลกาภิวัตน์ รวบรวมปัญหาอุปสรรคของการเปิดเสรีการค้าซึ่งพบว่าผู้ส่งออกผักผลไม้ต้อง เผชิญกับปัญหาทั้งภายในประเทศไทยเอง และประเทศจีนดังนี้
· อุปสรรคจากไทย
ผู้ส่งออกของไทยไม่ได้รับความสะดวกเนื่องจากขั้นตอนเรื่องการตรวจสอบสาร ตกค้าง หรือมาตรฐานสินค้า รวมทั้งการอนุญาตส่งออกของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีความยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูงและใช้ระยะเวลานาน จนบางครั้งกว่าจะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ สินค้าที่รอส่งออกเริ่มเน่าเสีย
· อุปสรรคจากจีน
1.การออกใบอนุญาตแต่ละครั้งใช้เวลานาน จีนกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องขอใบอนุญาตก่อน ใบอนุญาตการนำเข้ามีอายุ 6 เดือน ค่าธรรมเนียมชุดละ 20 หยวน ใช้ 1 ต่อการนำเข้า 1 ล๊อต หากสินค้าที่นำเข้าต้องขอใบรับรองด้านสุขอนามัยต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 20 หยวนต่อการนำเข้า 1 ครั้ง ระยะเวลาการออกใบอนุญาตนำเข้าผัก-ผลไม้แต่ละครั้งใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์ ทำให้สินค้าเน่าเสีย สำหรับการขออนุมัตินำเข้าจากหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของจีนใช้เวลาไม่ น้อยกว่า 30 วัน
2.จีนกำหนดให้ผู้ส่งออกผลไม้จากไทยต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากจีน โดยตรง และต้องเป็นบริษัทสัญชาติจีนหรือมีการร่วมหุ้นกับคนจีนเท่านั้น การนำเข้าต้องผ่านนายหน้าของจีน ทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง และกวางเจา ซึ่งเป็นผู้นำเข้า ส่งออกผักและผลไม้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน
3.การขนส่งผลไม้ทางเรือจากไทยไปกวางโจวมีเพียงวันละ 1 เที่ยว ในขณะที่การขนส่งผ่านฮ่องกงมีวันละ 5 เที่ยว การขนส่งผลไม้ไทยผ่านฮ่องกงทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาเพิ่มขึ้น หากส่งไปกวางโจวโดยตรงประหยัดค่าใช้จ่ายจากการขนส่งตู้ละ 20,000-25,000 บาท และประหยัดเวลาไม่ต่ำกว่า 1 วัน
4.จีนใช้มาตรการด้านสุขอนามัยควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวด ทำให้ผักผลไม้ไทยตกค้างที่ด่านนานจนเน่าเสีย เช่นเทศบาลเมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้งมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร ผู้ผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถูกขึ้นบัญชีดำ ระงับการสั่งซื้อหรือนำเข้า ข้อมูลจะถูกออนไลน์เข้าระบบเพื่อแจ้งให้มณฑลอื่นทราบ
5.สินค้าที่ส่งออกไปยังจีนผ่านฮ่องกงแม้จะไม่ต้องใช้ใบรับรองมาตรฐาน ของกระทรวงตรวจโรคและกักกันของจีน แต่เมื่อสินค้าถูกกระจายจากท่าเรือฮ่องกงไปจีนก็จะกักกันอยู่นั่นเอง
6.แต่ละมณฑลของจีนมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ vat ถึงร้อยละ 13-17
7.จีนกำหนดว่าต้องขึ้นทะเบียนสวนหรือรับรองสวนเพื่อการส่งออก และต้องมีใบรับรองจากราชการไทย เช่นกรณีทุเรียน มีการรับรองมาตรฐานสวนทุเรียน 5 แห่ง เป็นต้น
8.การกระจายสินค้าจีนไม่สะดวกรวดเร็ว ผลไม้ไทยจึงถูกจำกัดเฉพาะ 4 เมืองใหญ่ ได้แก่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา และคุนหมิง ซึ่งต่างจากผลไม้จีนที่นำเข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพฯ หรือด่านเชียงแสนกลับใช้เวลาเพียง 1-2 วันก็สามารถกระจายได้ทั่วประเทศ
9.มีการสวมสิทธิ์ผลไม้โดยพ่อค้าจีนนำเข้าลำไย และมะม่วงจากเวียดนาม โดยข้างกล่องบรรจุภัณฑ์ระบุแหล่งที่มาว่าเป็นสินค้านำเข้าจากไทย เพื่อใช้สิทธินำเข้า 0 %
ผักผลไม้จีนทะลักตีตลาดไทย
เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากการเปิดการค้าเสรีกับจีน ทั้งนี้มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบในช่วง 9 เดือนทั้งก่อน และหลังทำเอฟทีเอช่วงเวลาเดียวกัน คือก่อนเอฟทีเอตั้งแต่เดือน ต.ค.2545 –มิ.ย.2546 และหลังทำเอฟทีเอตั้งแต่ ต.ค.2546 – มิ.ย.2547 ดังตารางข้างล่าง
สรุปการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการส่งออก-นำเข้า ดุลการค้าก่อนและหลังการลดภาษี 0 %
|
หมวดสินค้า |
มูลค่าการส่งออกของไทย (ล้านบาท) |
มูลค่าการนำเข้าของไทย (ล้านบาท |
ดุลการค้า |
|
07 (พืชผัก) ก่อนทำเอฟทีเอ (ต.ค.-มิ.ย.46) หลังทำเอฟทีเอ(ต.ค.-มิ.ย.47) การเปลี่ยนแปลง |
3,829 5,553 +45 % |
346 970 +180 % |
+3483 +4583 +1100 |
|
08 (ผลไม้) ก่อนทำเอฟทีเอ(ต.ค.-มิ.ย.46) หลังทำเอฟทีเอ(ต.ค.-มิ.ย.47) การเปลี่ยนแปลง |
1,370 2,441 +78 % |
1,059 2,565 +142 % |
+321 -125 +196 |
ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร/กรมศุลกากร
จันทร์ธิดา มีเดช ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจต่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้แจงว่าสินค้าพืชผักไทยแม้จะมีตัวเลขเกินดุล 1,100 ล้านบาท แต่มูลค่าการนำเข้าสูงขึ้นถึง 180 % สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ แครอท มันฝรั่ง เป็นต้น สัดส่วนสูงกว่ามูลค่าการส่งออกมาก โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญในหมวดนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นมันสำปะหลัง นั่นชี้ให้เห็นว่าพืชผักอื่น ๆ ของไทยเริ่มมีผลกระทบจากการส่งออกอย่างมากแล้ว
ส่วนหมวดผลไม้นั้นพบว่าไทยเริ่มเสียดุลการค้า มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 142 % โดยสินค้านำเข้าที่สำคัญคือ แอปเปิ้ล ลูกแพร องุ่น ส้ม ขณะที่การส่งออกของไทยมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคือเพิ่มขึ้นเพียง 78 % โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญคือลำไยอบแห้ง ลำไยสด ทุเรียน ส้มโอ
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่าเป็นเพียงชั่วเวลาไม่ถึงปีจีนสามารถตีตื้นประเทศไทย จากที่ไทยเคยได้ดุลการค้ากับจีนเริ่มจะมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นลดลง แม้ว่าจะยังคงได้ดุลการค้าอยู่ก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีนมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่าง ทวีคูณ และไม่อาจประมาทได้ว่าในอนาคตผัก-ผลไม้จากจีนจะสามารถครองตลาดในประเทศไทย ทั้งนี้นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยืนยันว่าแม้ปัจจุบันไทยจะได้ดุลการค้าอยู่ แต่การขยายตัวของการนำเข้าจากจีนสูงกว่าการส่งออกมาก หากรัฐบาลยังปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มอย่างนี้ต่อไป โดยไม่เร่งเจรจาแก้ไขเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าของแต่ละมณฑลในจีน และไม่ปรับปรุงคุณภาพสินค้า อนาคตสินค้าจีนจะเข้ามาครองตลาดไทยจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลย เพราะสินค้าจีนราคาถูกกว่าไทยมาก
ขณะที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งภาคเหนือก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนแล้วหลัง จากที่พบว่าตัวเลขดุลการค้าไทยเสียเปรียบมากขึ้น ทั้งนี้สภาพัฒน์ฯ ก็มีการศึกษาสถานการณ์การค้าชายแดนผ่านท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งก็พบว่าสัดส่วนการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีนเริ่มมีปริมาณมากขึ้น โดยการนำเข้าเดือน ม.ค.2547 มีมูลค่ารวม 882.91 ล้านบาท ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 2,106.5 ดุลการค้ารวม 1,283.6 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบการส่งออกในปี 2545-2546 การส่งออกมีมูลค่า 5,299.9 ล้านบาท ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1,575.2 ดุลการค้ารวม 3,724.7 ล้านบาท
จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตัวเลขดุลการค้าของไทย ณ ด่านเชียงแสน อันเป็นด่านหลักที่มีการนำเข้าสินค้าจีนพบว่าตัวเลขดุลการค้าของไทยลดลง อย่างมากหลังทำเอฟทีเอ ทั้งนี้เพราะสินค้าจีนเริ่มเข้ามาตีตลาดไทยในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นนั่น เอง นอกจากนี้สภาพัฒน์ฯ ยังระบุว่าขณะที่จีนมีการส่งออกผัก-ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฎว่าการส่งออกผัก-ผลไม้ของไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ที่สินค้าประเภทเดิม ๆ เช่นลำไยอบแห้ง เป็นต้น
ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ ฯ ภาคเหนือ จึงเริ่มส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาดัง กล่าวแล้ว แต่ก็น่าสนใจติดตามว่าจะทำได้อย่างไรในขณะที่ประเทศจีนก็กีดกันการนำเข้า สินค้าจากไทยโดยใช้มาตรการภาษีมูลค่าเพิ่มบ้าง การตรวจเข้มเรื่องสารพิษ เช่น ตีกลับลำไย ทุเรียน ขณะที่ประเทศไทย กลับปล่อยให้นำเข้าอย่างเสรี สินค้าล้นตลาดจนพ่อค้ารายใหม่ที่รับสินค้าจากจีนราคาถูกมาก็ยังเจ๊งไปตาม ๆ กัน
ผักผลไม้เมืองหนาวและผู้บริโภค
ช่วงแรก ๆ ของการเปิดเสรีกับจีน สำนักข่าวซีซีทีวีของจีนรายงานว่าเมื่อมีการทลายกำแพงภาษีลงเหลือเพียง 0 % ทำให้มณฑลยูนนาน (หยุนหนัน) จีนตอนใต้ที่เป็นแหล่งผลิตผักและผลไม้เมืองหนาวคล้ายคลึงกับภาคเหนือของไทย มีการส่งออกผักผลไม้ อาทิ คื่นไช่ แครอท ผักกาดหอม โดยเฉพาะแอปเปิ้ล สาลี่ และบร็อคโคลี มาไทยเพิ่มมากขึ้น จากเดิมสินค้าผักผลไม้เหล่านี้เคยมีราคาต่ำ โดยมีราคาสูงสุดที่เคยขายได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 10 บาท หรือ 2 หยวน แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่นิยมและมีแนวโน้มสดใส ราคาจึงขยับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 25-30 บาท ซึ่งตรงกับสถิติของกรมตรวจสอบสินค้านำเข้าส่งออกมณฑลยูนนานที่รายงานว่ามูล การส่งออกผักและผลไม้ของยูนนานที่ส่งมาไทยเฉพาะเดือนตุลาคม 2546 เพียงเดือนเดียวมีมูลค่าสูงกว่า 9 เดือนแรกรวมกัน
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าจากความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวซินเอ่อ อ.เฉิงกุ้ง มณฑลยูนนานมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกสำหรับการปลูกบร็อคโคลีส่งออกมาประเทศ ไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้รัฐบาลท้องถิ่นประจำมณฑลยังวางแผนส่งเสริมการผลิตผักเป็นแกนหลัก 1 ใน 5 ของการผลิตสินค้าเกษตรกรรม
การที่ตัวเลขส่งออกพืชผักเมืองหนาวจากจีนตอนใต้พุ่งกระฉูดเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อโครงการหลวงที่ปลูกพืชผักชนิดเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยผัก มูลนิธิโครงการหลวงได้ทำการศึกษาวิจัยผลกระทบดังกล่าวหลังเปิดเสรีโดย นิพนธ์ ไชยมงคล จากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่
งานศึกษาดังกล่าวชี้ว่าเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน จีนตอนใต้นั้นมีจุดแข็งกว่าประเทศไทยตรงที่พื้นที่และสภาพภูมิอากาศนั้น เหมาะสำหรับการปลูกผักเมืองหนาว และยังมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ มีต้นทุนการผลิตต่ำ โดยประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 69 ประกอบอาชีพเกษตร นอกจากนี้การขนส่งผักมายังไทยยังสะดวก โดยขนส่งทางเรือจากเมืองเชียงรุ้ง แล่นมาตามกระแสน้ำมาถึงท่าเรือเชียงแสนใช้เวลาเพียง 8-9 ชั่วโมง ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้มาก ด้านการผลิตจีนยังมีความชำนาญเพราะส่วนใหญ่มีประสบการณ์การปลูกผักมานานอีก ด้วย
มีการศึกษาปริมาณตัวเลขนำเข้าผักบางชนิดก่อนและหลังการเปิดเสรีพบว่าพืช ผักหลายชนิดมีการนำเข้าสูงมากหลังเปิดเสรี หลายชนิดปริมาณนำเข้าเพียง 3 เดือนกลับมากกว่าปริมาณการนำเข้าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2546 เช่น ถั่วลันเตา แครอท เซเลอรี หลายชนิดปริมาณนำเข้า 3 เดือนหลังเปิดเสรีสูงขึ้นอย่างมาก เช่น บร็อคโคลี่ คะน้าฮ่องกง คื่นไช่ (ดูตาราง)
|
ลำดับ |
ชนิดพืช |
9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.2546) ก.ก |
3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.2546) ก.ก. |
|
1 |
บร็อคโคลี |
466,063 |
304,000 |
|
2 |
หอมแบ่ง |
213,730 |
- |
|
3 |
ถั่วลันเตา * |
86,754 |
96,000 |
|
4 |
กะหล่ำดอก |
72,992 |
32,997 |
|
5 |
คะน้าฮ่องกง |
53,966 |
42,000 |
|
6 |
ถั่วหวาน |
49,331 |
4,000 |
|
7 |
เซเลอรี * |
37,036 |
46,000 |
|
8 |
ผักกาดหอมห่อ |
33,144 |
31,000 |
|
9 |
คื่นไช่ |
30,425 |
17,000 |
|
10 |
มะเขือเทศ |
19,199 |
4,000 |
|
11 |
แครอท * |
3,815 |
12,000 |
รายงานวิจัย “การศึกษาสถานการณ์การค้าเสรีพืชผักไทย-จีน โดยฝ่ายวิจัยผัก มูลนิธิโครงการหลวง ปี 2546
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พืชผักเมืองหนาวจากจีนสามารถตีตลาดพืชผักของโครงการหลวง ได้คือเรื่อง ราคา พืชผักจากจีนมีราคาถูกกว่าของโครงการหลวงอย่างมาก เช่น บร็อคโคลีของจีนราคาเพียงกิโลกรัมละ 11.67 บาท ขณะที่ของโครงการหลวงสูงถึงกิโลกรัมละ 40.95 บาท ถั่วลันเตาจีนกิโลละ 11.85 โครงการหลวงกิโลละ 53.45 บาท ผักกาดหอมห่อจีนกิโลละ 9.07 โครงการหลวงกิโลละ 16.22 บาท คะน้าฮ่องกงจีนกิโลละ 12.26 บาท โครงการหลวงกิโลละ 60.00 บาท เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้พืชผักจีนสามารถตีตลาดได้อย่างสบาย ๆ
ตารางเปรียบเทียบราคาผักจากจีน และผักส่งเสริมโครงการหลวง
|
ชนิดผัก |
ราคาเฉลี่ยของผักจีน (บาท/กก.) |
ราคาผักส่งเสริมโครงการหลวง (บาท/กก.) |
|
คะน้าฮ่องกง |
12.26 |
60.00 |
|
ถั่วลันเตา |
11.85 |
53.45 |
|
บร๊อคโคลี่ |
11.67 |
53.45 |
|
ถั่วหวาน |
10.82 |
57.02 |
|
เซเลอรี่ |
10.51 |
25.13 |
|
ผักกาดหอมห่อ |
9.07 |
16.22 |
|
ปวยเล้ง |
8.63 |
34.77 |
|
กะหล่ำปลี |
4.38 |
4.83 |
ที่มา รายงานวิจัย การศึกษาสถานการณ์การค้าเสรีพืชผักไทย-จีน
นิพนธ์ ไชยมงคลให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าเพียงชั่วระยะเวลาปีเดียว ผักจากจีนมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น บร็อคโคลี ซึ่งเป็นผักที่มีช่วงเวลาผลผลิตออกไม่ตรงกับของไทย ระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2547 มีการนำเข้า 655 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเดียวกัน มีการนำเข้าแค่ 64 ตัน
นอกจากนี้ยังมีผักที่ทำการศึกษาแล้วพบว่าตรงช่วงเวลาเดียวกับที่ผลิตภายใน ประเทศคือ ถั่วลันเตา แต่กลับมีการนำเข้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.2547 มีการนำเข้าสูงถึง 496 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้วมีการนำเข้าเพียง 15 ตัน และผักกาดหอมห่อนำเข้าช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2547 สูงถึง 63 ส่วนช่วงเดียวกันปีที่แล้วนำเข้าเพียง 2 ตันเท่านั้น
ทั้งนี้โครงการหลวงยอมรับว่าหากพืชผักของจีนเข้ามาทุ่มตลาดมากขนาดนี้ อนาคตก็อาจจะต้องเปลี่ยนการส่งเสริมปลูกพืชผักบางชนิด เพราะไม่อาจแข่งขันกับจีนได้ แต่ปัญหาที่สำคญกว่าผลกระทบที่เกิดกับโครงการหลวงคือผลกระทบที่จะมีต่อผู้ บริโภคไทย ทั้งนี้นิพนธ์สะท้อนว่าขณะนี้การนำเข้าผักผลไม้จากจีนนั้น กระบวนการตรวจสอบสารตกค้างของไทยทำอย่างเร่งด่วนไม่มีการตรวจอย่างละเอียด เหมือนประเทศจีน ขณะที่จีนจะตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มข้น ใช้เครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย และใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง ประเทศไทยกลับใช้เวลาตรวจแบบเร่งด่วนโดยใช้ชุดทดสอบ หรือ test Kit เพียงแค่ 30 นาที ซึ่งการตรวจแบบที่ไทยทำอยู่นั้นไม่สามารถตรวจสอบสารตกค้างชนิดที่ทำลายระบบ ไต และตับได้
ที่ร้ายไปกว่านั้นปัจจุบันจีนยังคงใช้สารเคมีอันตรายที่ไทยเลิกใช้ไปแล้ว เช่น อลามอล อันเป็นชื่อการค้าของสารเฮ็บตาคลอ สารกำจัดแมลง ที่มีพิษตกค้างยาวนาน 20-30 ปี โดยประเทศไทยประกาศเป็นสารเคมีต้องห้ามตั้งแต่กันยายน 2531
นอกจากนี้ในบทความของ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เรื่อง " 1 ปี เอฟทีเอไทย-จีน ผู้บริโภคเสี่ยงภัย" ในสำนักข่าวประชาธรรมยังระบุอีกว่าต้นเดือนกรกฎาคม กรมวิชาการเกษตรตรวจพบสารเคมีที่ประเทศไทยห้ามนำเข้าปนเปื้อนในผัก-ผลไม้ จีน โดยตรวจพบสารโมโนโครโตฟอส และเมวินฟอสในพืชตระกูลกะหล่ำ แอปเปิ้ล สาลี่ ทั้งนี้สารทั้ง 2 ชนิดมีพิษเฉียบพลันสูงมากและมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้สูง เป็นสารเคมีต้องห้ามตั้งแต่ พฤษภาคม 2543 ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรเตรียมยกร่างกฎกระทรวงให้แอปเปิ้ล สาลี่เป็นผลไม้ต้องห้ามที่ต้องผ่านการตรวจสารตกค้างของโรคแมลง สารเคมีและโลหะหนักก่อนการนำเข้า
ดังนั้นอนาคตผู้บริโภคไทยจึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก หากรัฐบาลไทยยังสนใจแต่ภาพลวงตาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภามีข้อเสนอว่าไทยควรปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องมือการปฏิบัติงานตรวจ พืช ทั้งการตรวจสอบเบื้องต้นและตรวจสอบละเอียดในห้องปฏิบัติการ ให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบเพื่อรองรับปริมาณการนำเข้า/ส่งออกพืชที่จะเพิ่ม มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสารเคมีในหอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม และแอปเปิ้ล ซึ่งน่าจะมีการใช้สารเคมีสูง
ผู้ปลูกกระเทียม หอมแดง และหอมหัวใหญ่ หมดอนาคต
ภายหลังการเปิดเสรีวันที่ 1 ต.ค.ได้ไม่นานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ประกาศลดพื้นที่ปลูกกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ลง เนื่องจากสินค้าทั้ง 3 รายการนำเข้าจากจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศเป็นจำนวนมากและมีราคาถูก ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจากเดิมก่อนเปิดเสรีกับจีน ราคากระเทียมแห้งใหญ่ชนิดคละเฉลี่ยกิโลกรัมละ 25.64 บาท แต่หลังเปิดเสรีพบว่าราคากระเทียมหล่นวูบเหลือเพียงกิโลกรัมละ 18.35 บาท ส่วนกระเทียมสดเคยขายได้กิโลกรัมละ 8.54 บาท ก็เหลือเพียงกิโลกรัมละ 6.25 บาท ราคาหอมหัวใหญ่ก่อนเปิดเสรีกิโลกรัมละ 8.20 บาท หลังเปิดเสรีเหลือเพียง 1.59 บาท หอมแดงแห้งจากกิโลกรัมละ 18.33 เหลือเพียง 9.00 บาท
ตารางเปรียบเทียบราคากระเทียม/หอมหัวใหญ่/หอมแดง ก่อนและหลังทำเอฟทีเอ
|
ราคา(บาท/ก.ก.) |
2545/46 |
2546/47 |
% เปลี่ยนแปลง |
|
กระเทียมแห้ง |
25.64 |
18.37 |
-28.3 |
|
หอมหัวใหญ่ |
8.20 |
1.59 |
-80.6 |
|
หอมแดงแห้ง |
18.33 |
9.00 |
-50.9 |
ที่มา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เป็นราคาส่งออกจากกรมศุลกากร)
ความจริงแล้วทั้งกระเทียม หอมหัวใหญ่ และหอมแดงจัดเป็นสินค้าเกษตรใน 23 รายการที่มีพันธะผูกพันตามข้อตกลงทางการเกษตร (Agreement on Agriculture) ปี 2538 ภายใต้กรอบ WTO ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเปิดเสรีก่อน โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะต้องลดภาษีการนำเข้า และลดการอุดหนุนทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก มีผลทำให้ผู้ปลูกกระเทียม หอมหัวใหญ่ และหอมแดงต่างเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคามาตลอดอยู่ โดยตั้งแต่ปี 2540- 2546 ราคากระเทียมแห้งเคยขึ้นสูงสุดกิโลกรัมละ 28.36 บาทเมื่อปี 2541 ตกต่ำที่สุดคือหลังการเปิดเสรีกับจีน เหลือกิโลกรัมละ 18.37 บาท ส่วนกระเทียมสดราคาสูงสุดเมื่อปี 2545 กิโลกรัมละ 8.54 ต่ำสุดหลังเปิดเสรีกับจีนเหลือกิโลกรัมละ 6 บาท เช่นเดียวกับหอมหัวใหญ่เคยมีราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 8.20 บาทเมื่อปี 2545 ราคาต่ำสุดเมื่อเปิดเสรีกับจีนกิโลกรัมละ 1.59 บาท หอมแดงแห้งราคาขึ้นสูงสุดปี 2545 กิโลกรัมละ 18.3 บาท ราคาต่ำสุดหลังเปิดเสรีกับจีนกิโลกรัมละ 9 บาท
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเมื่อเกษตรกรเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กลไกของรัฐเองก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ แม้ว่าจะมีคณะกรรมการความช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องออกมาชุมนุมประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้มีการ แก้ไขปัญหาราคาพืชผล ซึ่งราคาก็จะขึ้นลงเป็นบางปี บางปีก็อาจจะร่ำรวยมีเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่บางปีอาจจะได้ไม่มากนัก แต่ก็พอถูไถอยู่ไปได้ เป็นต้น แต่นับจากมีการเปิดเสรีกับจีน สถานการณ์ของกลุ่มผู้ปลูกหอม กระเทียม หอมหัวใหญ่เปลี่ยนไปมาก ท่าทีของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ชัดเจนว่าพืชทั้ง 3 ชนิดนี้หมดอนาคตแล้ว รอวันจะปิดฝาโลงเมื่อไรเท่านั้น ขณะที่เกษตรกรอยู่ในภาวะสับสนว่าจะทำอาชีพอะไร จะปลูกอะไรต่อไป
· คนปลูกกระเทียม พ่อค้ารายย่อยหมดอาชีพ
กระทรวงเกษตรฯ ประกาศลดพื้นที่จำนวน 52,000 ไร่ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ปลูกกระเทียมจำนวน 130,000 ไร่ ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าชดเชยหากเป็นเปลี่ยนไปปลูกไม้ ดอกไม้ประดับจะได้ไร่ละ 2,500 บาท ปลูกไม้ยืนต้นจะได้ไร่ละ 2,000 บาท หากเปลี่ยนไปปลูกพืชล้มลุกจะได้ไร่ละประมาณ 1,500 บาทต่อไร่
กระเทียมจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งประเทศ 97,629 ไร่ ปลูกในภาคเหนือ 91,565 ไร่ ภาคอีสาน 5,635 ไร่ ภาคกลาง 429 ไร่ จะเห็นว่าภาคเหนือเป็นแหล่งที่มีการปลูกกระเทียมมากที่สุด โดยเฉพาะที่จ.เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคม-มิถุนายน โดยเก็บเกี่ยวมากที่สุดเดือนมีนาคม มูลค่าส่งออกโดยเฉลี่ย 40,000 ล้านบาทต่อปี
การที่เกษตรกรปลูกกระเทียมมาเป็นระยะเวลานาน ต้นทุนที่สูงขึ้นคือการลงทุนกับปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้เพราะสภาพดินเริ่มเสื่อม ผลผลิตเริ่มลดน้อยลง ทำให้ต้องเกษตรกรต้องกู้เงินจาก ธกส.มาลงทุน จากการศึกษาพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมอ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ แทบทุกครัวเรือนเป็นหนี้ แต่ละครัวเรือนมีหนี้สินโดยเฉลี่ยครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ทั้งนี้การลงทุนกระเทียมต้นทุนโดยเฉลี่ยต่อไร่ประมาณไร่ละ 20,000-30,000 บาท
เมื่อปีการเปิดเสรีกับจีน กระเทียมถูกจากจีนทะลักเข้าไทย จากการศึกษาของกรรมาธิการต่างประเทศระบุว่าราคานำเข้ากระเทียมจากจีนมีราคา เฉลี่ย 5.79 บาท ซึ่งมีราคาพอ ๆ กับต้นทุนการผลิตกระเทียมของไทย ยิ่งเท่ากับเป็นการตอกลิ่มให้ผู้ปลูกกระเทียมรวมทั้งพ่อค้ากระเทียมให้อยู่ ในฐานะย่ำแย่ลงไปอีก กระเทียมจีนถือว่ามีความได้เปรียบกระเทียมไทย เพราะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่ามาก ขณะที่ผู้ปลูกกระเทียมไทยต้องลงทุนกับปัจจัยการผลิตที่สูงมาก ราคากระเทียมจีนที่ขายในตลาดเชียงของ จ.เชียงรายในช่วงเดือนธันวาคมเพียงกิโลกรัมละ 35 บาท แต่กระเทียมไทยมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50 บาท มีผลทำให้ผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะร้านอาหารเป็นจำนวนมากลดต้นทุนการผลิตด้วยการ หันไปใช้กระเทียมจีนปรุงอาหาร แม้ว่ารสชาดกระเทียมจีนจะสู้ของไทยไม่ได้ก็ตาม
ทั้งนี้จากการศึกษาของ รศ.ดร.อารี วิบูลย์พงศ์ นักวิชาการประจำศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (MCC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุชัดเจนว่าผลกระทบจากการเปิดเสรีไทย-จีนทำให้ กระเทียมจีนเข้ามาตีตลาดไทย โดยในช่วง 3 เดือนหลังเปิดเสรีกับจีน ตุลาคม-ธันวาคม 2546 จีนส่งกระเทียมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87 ส่งผลให้ราคากระเทียมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69 โดยทางศูนย์วิจัยมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่าใช้มาตรการของ WTO มาสกัดกั้นการทุ่มตลาดหรือโจมตีสินค้าไทย และรัฐบาลควรหามาตรการมาเป็นข้อกีดกันสินค้าเกษตรของจีนบ้าง นอกจากนี้ดร.อารียังเห็นว่าการที่รัฐใช้มาตรการลดพื้นที่เพาะปลูกกระเทียม นั้นอาจใช้ไม่ได้ผลที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกของเกษตรกรไทย
จากการติดตามผลกระทบเอฟทีเอในพื้นที่ฝาง แม่อาย ไชยปราการที่ถือว่ามีการปลูกกระเทียมกันเป็นจำนวนมากพบว่าการลดพื้นที่ปลูก กระเทียมของเกษตร โดยให้หันไปปลูกพืชอื่นทดแทนนับว่าเป็นเรื่องยาก เกษตรกรปรับตัวไม่ทันโดยเฉพาะด้านเทคนิคและความชำนาญเรื่องการเพาะปลูกในการ เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น
เกษตรกรอ.ไชยปราการถึงกับบอกว่าถ้าไม่ให้ปลูกกระเทียมก็ไม่รู้ว่าจะไปประกอบ อาชีพอะไร เพราะปลูกระเทียมมากว่าครึ่งชีวิต จนรู้สึกว่ากระเทียมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนไปปลูกชนิดอื่นก็เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นใหม่ ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าราคากระเทียมจะขึ้นลงบ้างก็เป็นเรื่องปกติ บางปีได้เงินมาก บางปีได้เงินน้อยก็พอถัวเฉลี่ยกันไป เรียกว่าพออยู่ได้ไม่ต้องออกไปหางานทำนอกชุมชน นอกจากนี้อ.ไชยปราการยังถือเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกระเทียมที่สุด เพราะมีอากาศค่อนข้างเย็น และน้ำอุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ทำให้ได้ผลผลิตดี
การชดเชยจากภาครัฐที่ให้ลดพื้นที่ปลูกกระเทียมเพียงไร่ละ 1,500-2,500 บาท เกษตรกรยืนยันว่าไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาใด ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงสะท้อนว่ายังคงมีการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้กระทั่งค่าชดเชยเล็ก ๆ น้อย ๆ กล่าวคือมีเกษตรกรบางรายที่ลดพื้นที่ปลูกกระเทียมไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย และบางส่วนก็ได้รับค่าชดเชยเพียงแค่ไร่ละ 500 บาท เป็นต้น
นอกจากนี้เกษตรกรยังสะท้อนว่าวิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเป็นการแก้ไขปัญหา โดยใช้เงิน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2547 ค.ร.ม.อนุมัติงบประมาณวงเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2548 เพื่อลดผลกระทบการเปิดเสรี กองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างเกษตร พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย ตลอดจนพัฒนาคตุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน โดยเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมเห็นว่าปัญหาของผู้ปลูกกระเทียมไม่ได้อยู่ที่ไม่ ได้พัฒนาคุณภาพการผลิต คุณภาพกระเทียมไทยนั้นถือว่าดีกว่าของจีนอยู่แล้ว แต่ผู้บริโภคไม่ได้มองเรื่องคุณภาพ มองที่ราคาถูกกว่าเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้นการนำเงินมาให้ชาวบ้านยิ่งซ้ำเติมให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินมาก ขึ้น เช่นเดียวกับกองทุนหมู่บ้าน การแก้ปัญหาที่ถูกทางคือทำอย่างไรไม่ให้จีนทุ่มตลาดกระเทียมต่างหาก
ส่วนพ่อค้า และสหกรณ์ที่เคยรับซื้อกระเทียมจากคนในชุมชนเองก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะกระเทียมจำนวนมากที่รับซื้อมาก็ยังกองพะเนินเทินทึกอยู่ในโกดังนั้น ก็ต้องรอจังหวะเวลาที่จะขาย คือรอจนกว่ากระเทียมจีนจะเข้ามาน้อยลง ราคากระเทียมเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามก็ไม่อาจเก็บไว้นานจนเกินไป การเก็บกระเทียมเป็นเวลานานหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากกระเทียมสดที่ซื้อช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ในราคาราวกิโลกรัมละ 6.50 - 7 บาท ต้นทุนค่าแรงมัดแขวนให้แห้งตกกิโลกรัมละ 1.50 บาท กระเทียมสด 3 กิโลกรัม ทำเป็นกระเทียมแห้งได้ประมาณ 1 กิโลกรัม หมายความว่าต้นทุนกระเทียมแห้งต่อกิโลกรัมประมาณ 25 บาท ราคากระเทียมแห้ง ณ เวลาที่ทำการสำรวจอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม พ่อค้าที่อ.ไชยปราการบอกว่าหากพ้นเดือน ปี 2547 ตุลาคมนี้ แม้ว่าราคากระเทียมไม่ขึ้นก็จำต้องขายกระเทียมขาดทุน ทั้งนี้โกดังของตนเองรับซื้อกระเทียมจากชาวบ้านในหมู่บ้านมานานหลายสิบปี มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จะให้ปฏิเสธไม่รับซื้อกระเทียมจากชาวบ้านเลยก็ไม่ได้ อย่างไรก็ต้องรับซื้อแม้ว่าจะขายไม่ออกก็ตาม
สิ่งที่ต้องคิดหนักคือผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อยหันไปซื้อกระเทียมจีนกันมาก ขึ้น แม้จะมีความมั่นใจว่ากระเทียมไทยรสชาดดีกว่า แต่ก็คาดการได้ยากว่าผู้บริโภคไทยบางส่วนจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปแล้ว หรือไม่ นอกจากนี้พ่อค้าในชุมชนเองก็ไม่มีความถนัดที่จะเปลี่ยนอาชีพไปรับกระเทียม จีนมาขาย เพราะนั่นหมายถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเช่นกัน เช่นว่าจะต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้านมากขึ้น ต้องรู้ระบบการเข้ามาของสินค้า ต้องรู้จักภาษาจีนบ้าง เป็นต้น
· ชะตากรรมของคนปลูกหอมแดงศรีสะเกษ
ผู้ปลูกหอมแดงก็เลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ปลูกกระเทียม หอมแดงถือเป็นพืชส่งออกที่มีมูลค่าการส่งออกนับร้อยล้านบาท แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมาก็เผชิญปัญหาหอมแดงราคาตกต่ำ ผลผลิตล้นไม่มีที่ระบายไม่ต่างกัน หอมแดงปลูกมากในภาคเหนือ และภาคอีสาน โดยในภาคเหนือจะปลูกมากที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา เชียงราย ส่วนอีสานจะปลูกที่ศรีสะเกษ มี 2546 มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 112,896 ไร่ อยู่ที่ภาคเหนือ 87,706 ไร่ ภาคอีสาน 29,782 ไร่ และภาคกลางเล็กน้อย ปี 2547 พื้นที่ปลูกหอมแดงลดลง ภาคเหนือ 77,127 ไร่ ภาคอีสาน 27,242 ไร่ และภาคกลางเล็กน้อย
จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่มีการผลิตหอมแดงเพื่อจำหน่ายมากที่สุดในประเทศ ทำรายได้ให้จังหวัดเป็นอันดับสองรองจากข้าว พื้นที่ปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษกระจายกันอยู่ในเขตอำเภอยางชุมน้อย อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอเมือง อำเภอวังหิน กิ่งอำเภอพยุห์ และอำเภออุทุมพรพิสัย (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 2544:12) เมื่อเทียบกับพืชในกลุ่มพืชผักชนิดอื่นๆ แล้วพบว่าหอมแดงมีการผลิตมากเป็นอันดับแรกของพืชในกลุ่มนี้ พื้นที่ปลูกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นดังเห็นจากในช่วงปี 2512 มีพื้นที่ปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษอยู่ราว 2,170 ไร่ มีผลผลิต 1,241,950 กิโลกรัม และค่อยๆ มีการขยายพื้นที่ปลูกจนกระทั่งในปี 2547 มีพื้นที่ปลูก 20,858 ไร่ ปริมาณผลผลิต 53,634,000 กิโลกรัม ลดลงจากปี2546 ที่มีพื้นที่ปลูกหอมแดงอยู่ราว 20,685 ไร่ ปริมาณผลผลิต 62,897,000 กิโลกรัม (ตารางที 1)
การผลิตหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษจึงมีนัยยะทางเศรษฐกิจทั้งในระดับท้อง ถิ่น และระดับประเทศ เมื่อปี 2547 มีเกษตรกรอยู่ราว 9,475 ครอบครัวที่ประกอบอาชีพอาชีพปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งทั้งหมดเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ได้บ่มเพาะความรู้ความชำนาญในอาชีพมาเป็น เวลานาน
พื้นที่ปลูกหอมแดง ผลผลิต และปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ตั้งแต่ปี 2512-2547
|
พ.ศ. |
พื้นที่ปลูก (ไร่) |
ผลผลิต (กิโลกรัม) |
ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ |
|
2512 |
2,170 |
1,241,950 |
593 |
|
2513 |
2,402 |
1,532,052 |
650 |
|
2514 |
2,455 |
1,708,000 |
700 |
|
2515 |
12,391 |
8,948,625 |
735 |
|
2518 |
7,567 |
6,427,700 |
850 |
|
2519 |
12,311 |
16,004,300 |
1300 |
|
2520 |
11,044 |
14,357,200 |
1,300 |
|
2521 |
10,147 |
12,568,687 |
1,249 |
|
2524 |
23,126 |
28,907,500 |
1,250 |
|
2525 |
48,334 |
101,646,000 |
2,103 |
|
2536/37 |
25,299 |
63,475,000 |
2,509 |
|
2537/38 |
25,709 |
65,301,000 |
2,564 |
|
2538/39 |
26,598 |
67,160,000 |
2,623 |
|
2539/40 |
25,366 |
56,617,000 |
2,542 |
|
2543/44 |
19,941 |
38,647,000 |
2,167 |
|
2544/45 |
19,985 |
42,608,000 |
2,162 |
|
2545/46 |
23,685 |
62,897,000 |
*** |
|
2546/47 |
20,858 |
53,634,000 |
*** |
ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2513-2545 และ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ 2546-2547
โดยทั่วไปเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในจังหวัดศรีสะเกษจะจำหน่ายหอมรุ่นแรกใน ราวเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงต้นฤดูที่หอมแดงจะมีราคาสูง เมื่อย่างเข้าเดือนธันวาคมถึงมกราคมจะเป็นช่วงที่หอมแดงส่วนใหญ่ออกสู่ตลาด และกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ปริมาณหอมแดงที่เกษตรกรจำหน่ายก็จะลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดู ปัญหาของการผลิตหอมแดงคือเกษตรกรพบว่าราคาในแต่ละปีมีความผันผวนสูงมาก นอกจากนี้ตัวเลขราคาของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่รวบรวมมา ก็เป็นตัวเลขของราคาที่ขายในตลาดมิใช่ราคาที่แปลงเกษตรกรกร ราคาที่แปลงเกษตรกรจะต่ำกว่านี้ ดังที่เกษตรกรให้ข้อมูลว่าราคาหอมแดงที่จำหน่ายในปี 2547 มีราคาอยู่ที่ 5-6 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นสำหรับหอมมัด และราคาเพียง 3-4 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นสำหรับหอมที่ขายคละกัน จากเดิมที่เคยขายในปีก่อนๆ อยู่ที่ราคา 10 กว่าบาท โดยผู้ซื้อให้เหตุผลว่าการขายส่งหอมไม่มีความคล่องตัว ผู้ซื้อรายใหญ่ในจังหวัดไม่สามารถขายหอมออกไปได้ จึงต้องซื้อหอมกับเกษตรกรในราคาต่ำ ขณะที่เกษตรกรให้ความเห็นว่าจากต้นทุนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ราคาหอมแดงที่เกษตรกรควรจะได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 10 บาท จึงจะคุ้มทุน หากต่ำกว่า 10 บาทถือว่าไม่คุ้มทุน
ราคาเฉลี่ยของหอมแดงในช่วงปีการเพาะปลูก 2543 /44-2546/47
|
ปีการเพาะปลูก |
พื้นที่ปลูก (ไร่) |
ผลผลิต (ตัน) |
ราคาเฉลี่ยช่วงเดือนพฤศจิกายน |
ราคาเฉลี่ยช่วงเดือน ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ |
ราคาเฉลี่ยช่วงเดือน มีนาคม |
|
43/44 |
19,219 |
38,627 |
7.33 |
5.5 |
10.50 |
|
44/45 |
15,629 |
37,636 |
30-35 |
8-12 |
3.50-11 |
|
45/46 |
23,685 |
62,897 |
13-14 |
11-12 |
13-14 |
|
46/47 |
20,858 |
53,634 |
*** |
7-8 |
*** |
ที่มา:สำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ
หลังเปิดเสรีหอมแดงจากจีนเข้ามาตีตลาด ปัจจุบันพบว่าหอมแดงจากประเทศจีนที่ชาวบ้านเรียกว่า “หอมแขก” มีการจำหน่ายควบคู่กับหอมแดงศรีสะเกษโดยมีราคาต่ำกว่า 2-3 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าขณะนี้ผู้บริโภคท้องถิ่นยังไม่นิยมมากนักก็ตาม แต่ในกลุ่มของผู้ที่ผลิตอาหารจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ พบว่านิยมซื้อหอมที่มีราคาต่ำกว่านำไปประกอบอาหารเพื่อลดต้นทุน
เสียงสะท้อนจากเกษตรกรบอกว่าหน่วยงานของรัฐมิได้บอกให้เกษตรกรเตรียมตัว เพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นแต่อย่างใด บอกแต่เพียงว่าถ้าปลูกมากราคาจะตกต่ำ ให้ลดพื้นที่ปลูก และไม่มีการดำเนินการแก้ปัญหาหอมราคาตกอย่างจริงจัง การอ้างเรื่องปัญหาตลาดส่งออกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาทั้งหมดเท่านั้น เพราะสัดส่วนของการส่งออกมีสัดส่วนอยู่ที่ 35 % ของตลาดทั้งหมดเท่านั้น ตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดภายในประเทศ
การอ้างว่าเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทำให้หอมแดงมีราคาตกต่ำก็ดูจะไม่มี เหตุผล เพราะเป็นการละเลยที่จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับเกษตรกรถึงผลกระทบของการเปิด เขตการค้าเสรี จากตัวเลขของพื้นที่ปลูกและราคาพบว่าในปี 2546/47 พื้นที่ปลูกและปริมาณหอมแดงที่ออกสู่ตลาดมีสัดส่วนที่น้อยกว่าในปี 2545/46 แต่หอมแดงในปี 2545/46 กลับมีราคาดีกว่าหอมแดงในปี 2546/47
ขณะนี้เกษตรกรชัดเจนว่าปัญหาหอมแดงราคาตกเป็นผลกระทบจากการเปิดการค้า เสรี เนื่องจากกลุ่มของผู้ค้ารับซื้อในจังหวัด และพ่อค้าเร่ที่รับซื้อหอมแดง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมความคล่องตัวของการส่งหอมแดงออกจากจังหวัดศรีสะเกษก็ไม่ สามารถจำหน่ายหอมได้ ทำให้ต้องชลอการรับซื้อหอมแดง เป็นเหตุให้หอมแดงราคาตกลง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกษตรกรผู้ผลิตหอมแดงส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับตัวเพื่อ เตรียมรับมือแต่อย่างใด การผลิตที่ประสบกับปัญหาราคาผันผวนเกือบทุกปี ทำให้เกษตรกรตั้งความหวังว่าราคาในปีต่อไปคงจะดีขึ้น และจะยังคงยึดอาชีพนี้ต่อไป แม้ว่าจะมีปัญหากลไกการตลาดที่ผูกขาดมายาวนานและได้รับผลกระทบจากการเปิด เสรีก็ตาม
· ราคาพืชผลตกต่ำ คชก.ช่วยอะไร
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2547 ข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภาคเหนือระบุว่าหอมหัวใหญ่ที่รวมไว้ที่ สหกรณ์ผู้ปลูกหอมเมืองฝาง จ.เชียงใหม่เกิดเน่าเสีย จนส่งกลิ่นเหม็นเป็นเวลานาน เดือดร้อนชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ สหกรณ์ต้องออกมาร้องเรียนเนื่องจากทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว และในเวลาต่อมาข่าวของสำนักข่าวประชาธรรมก็รายงานต่อว่าสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัว ใหญ่หาหนทางแก้ปัญหาด้วยการติดต่อนายอำเภอฝางขอนำหอมหัวใหญ่ไปทิ้งในป่า จนกระทั่งนายอำเภอสามารถหาพื้นที่ทิ้งให้จนได้ แต่กลับปรากฎว่ากลายเป็นพื้นที่ป่าชุมชนของกลุ่มอนุรักษ์เมืองฝางไปเสียอีก
นี่เป็นเพียงปรากฎการณ์เล็ก ๆ ของปัญหางูกินหางอันเนื่องมาจากพิษเอฟทีเอไทยจีน ความเดือดร้อนที่ส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ จนกล่าวโทษใครก็ไม่ได้ แต่สะท้อนชัดเจนว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาตราบใดที่เรา ยังปล่อยให้การค้าเสรีดำเนินไปอย่างไร้ขอบเขตเช่นนี้
หอมหัวใหญ่ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือ เช่นเดียวกับกระเทียมและหอมแดง โดยมีการปลูกมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปีเช่นกัน ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่าปี 2545/46 มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 17,841 ไร่ มูลค่าการส่งออกตั้งแต่ปี 2539- ปัจจุบันโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และหลังเปิดเสรีกับจีนนับว่าหอมหัวใหญ่ราคาตกต่ำมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืช ผักตัวอื่น ๆ คือราคาลดลงถึง 80 % จากกิโลกรัมละ 8.20 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.59 บาท ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดก็ไม่ได้มากกว่าปีที่แล้วมากนัก ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่าเนื้อที่ปลูกหอมหัวใหญ่เพิ่มขึ้น เพียง 393 ไร่ ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.9 เท่านั้น
การเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำทำให้เกษตรกรต้องเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาแทรก แซงราคาผลผลิตเรื่อยมา ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมการและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก.ก็อนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรมาเป็นระยะ แต่ปัญหาใหญ่คือการช่วยเหลือของ คชก.เป็นการอนุมัติเงินช่วยเหลือโดยผ่านกระทรวงมหาดไทย และเมื่อจัดสรรระดับจังหวัด มีการจัดสรรให้แก่ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งก็คือพ่อค้านั่นเองเพื่อรับซื้อผลผลิตต่ออีกทอดหนึ่ง สุพาณี ธนีวุฒิ ชมรมศินย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อนวิเคราะห์การแก้ปัญหาของ คชก. ในบทความ "บทพิสูจน์ คชก.กับการแก้ปัญหาราราพืชผล" ว่าเป็นเหมือนการ "เตะหมูเข้าปากหมา" ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการช่วยเหลือของ คชก.ไม่ช่วยเกษตรกร เช่นว่าขั้นตอนการขออนุมัติโครงการล่าช้าและติดระบบราชการ และยังไม่มีนโยบายการอุดหนุนแบบจ่ายขาด หมายถึงให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยไม่ต้องเรียกคืน ดังนั้น คชก.จึงใช้วิธีปล่อยเงินกู้ให้พ่อค้าแทน เพราะมั่นใจได้ว่าจะได้เงินคืนแน่นอนเนื่องจากพ่อค้ามีความชำนาญในการจัดการ ด้านตลาดมากกว่าให้หน่วยงานรัฐไปดำเนินงาน
นอกจากนี้ คชก.ยังมีการกำหนดราคาเป้าหมายนำ (ราคาที่จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร) ที่ผ่านมา คชก.มักจะคำนวณราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลของหน่วยงานราชการ เช่นพาณิชย์จังหวัด กรมวิชาการเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า เช่นกรณีหอมแดงในอ.แม่แจ่ม เกษตรกรมีการคำนวณต้นทุนการผลิตเมื่อปี 2544 กิโลกรัมละ 9.59 บาท แต่ต้นทุนที่กรมวิชาการเกษตรร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคำนวณพบว่าต้น ทุนการปลูกหอมแดงจะเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-5.60 บาท ทำให้มีการกำหนดราคาเป้าหมายนำต่ำกว่าความเป็นจริง
และหลายต่อหลายครั้งเกษตรกรต้องขายผลผลิตโดยที่ไม่ได้ทั้งต้นทุน และค่าแรงตัวเอง แต่ก็จำต้องขายไปเพราะไม่มีทางเลือกมากนัก
ด้วยเหตุที่กลไกความช่วยเหลือของภาครัฐก็พิกลพิการดังที่กล่าวมา ดังนั้นต่อให้ไม่มีการเปิดเสรีกับจีน เกษตรกรเองก็แทบจะอยู่รอดยากแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยหากจะกล่าวว่าการเปิดเสรีกับจีนเท่ากับเป็นการตอก ฝาโลงเกษตรกรผู้ปลูกหอม กระเทียม หอมหัวใหญ่อย่างถาวร
- 331 reads

